นาฏศิลป์ไทยที่กำลังจะถูกกลืนหายไป

นาฏศิลป์ศิลปะการแสดงที่เป็นเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของประเทศไทย เป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่มาในรูปแบบการแสดง มีประวัติความเป็นมาอย่างยาวนาน อยู่เคียงคู่สังคมและวัฒนธรรมไทยตั้งแต่สมัยโบราณ แต่ปัจจุบันด้วยกระแสสังคมที่เปลี่ยนไปนี้ทำให้นาฏศิลป์ไทยถูกกลืนหายไปกับเวลาที่เพิ่มมากขึ้น คนเริ่มสนใจและละเล่นนาฏศิลป์น้อยลงมาก เห็นได้จากการแสดงที่หาดูได้ยากขึ้น แม้จะมีเทคโนโลยีที่สามารถรับชมรายการต่างๆได้ง่ายขึ้น

แต่กลับเป็นเรื่องยากที่จะชมนาฏศิลป์ไทยทั้งๆที่มีโซเชียลมีเดียมากมายหลายช่องทาง บางคนอาจจะลืมไปแล้วว่านาฏศิลป์ไทยมีอะไรบ้าง หรือเด็กสมัยใหม่อาจจะยังไม่ทราบว่านาฏศิลป์ไทยคืออะไร มีการแสดงอะไรบ้าง วันนี้เราจะมารวบรวมประเภทของนาฏศิลป์ไทยต่างๆเพื่อให้ทุกคนได้ทราบและพอเข้าใจกัน

นาฏศิลป์ไทยแบ่งได้ตามลักษณะรูปแบบการแสดง ได้เป็น   4  ประเภท ดังนี้

  1. โขน 

เป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทย เอกลักษณ์ของโขน ในสมัยก่อนนิยมจัดแสดงเฉพาะงานพิธีที่มีความสำคัญเท่านั้น คือ ผู้แสดงต้องสวมหัวที่เรียกว่า โขน ตลอดระยะเวลาที่แสดง และใช้ท่าทางการเต้นไปตามบทพากย์ และตามทำนองเพลงของวงปี่พาทย์ ซึ่งเรื่องที่นิยมแสดงในโขน คือ เรื่องรามเกียรติ์ 

  1. ละคร  

ศิลปะการแสดงตามเรื่องราวผ่านการร่ายรำ ซึ่งมีการพัฒนามาจากการเล่านิทาน เอกลักษณ์ของละครคือผู้แสดงจะต้องแสดงลีลา ท่าทางให้เข้ากับบทละคร บทร้อง ทำนองเพลงที่วงปี่พาทย์บรรเลง ในสมัยก่อนมีการแบ่งละครเป็นของชาวบ้านและของหลวง ได้แก่ ละครนอก ละครใน และละครโนราชาตรี

  1. รำและระบำ  

ศิลปะการแสดงด้วยการร่ายรำประกอบดนตรี บทเพลงและบทขับร้อง โดยไม่ได้แสดงไปตามเรื่องราว 

3.1  รำ  คือ การร่ายรำที่มีผู้แสดงตั้งแต่ 1-2 คน โดยมีการร่ายรำให้เข้ากับจังหวะ ทำนองเพลงที่บรรเลงประกอบการแสดง ไม่ได้แสดงเป็นเรื่องราว และอาจมีบทขับร้องประกอบทำนองเพลงด้วย เช่น การรำเดี่ยว การรำคู่ การรำอาวุธ รำแม่บท เป็นต้น  

3.2  ระบำ  คือ การร่ายรำที่มีผู้แสดงตั้งแต่ 2 คนขึ้น มีการแสดงลักษณะเดียวกับการรำ ไป โดยมีการร่ายรำให้เข้ากับจังหวะ ทำนองเพลงที่บรรเลงประกอบการแสดง ไม่ได้แสดงเป็นเรื่องราว และอาจมีบทขับร้องประกอบทำนองเพลงด้วย แต่การระบำมักจะบรรเลงด้วยวงปี่พาทย์ เช่น ระบำกฤดาภินิหาร ระบำฉิ่ง ระบำสี่บท

๔. การแสดงพื้นเมือง  

ศิลปะแห่งการแสดงที่มีการรำ  การระบำ หรือการละเล่นอันเป็นเอกลักษณ์ของประชากรในท้องถิ่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการละเล่นดนตรี การรำ การบรรเลงเพลง 

นี่ก็เป็นเพียงประเภทของนาฏศิลป์ไทยอย่างพอสังเขปเท่านั้น นาฏศิลป์ไทยเป็นศิลปะการแสดงที่ควรค่าแก่รักษาไว้ เพราะเป็นศิลปะการแสดงที่มีความสง่างามและเสน่ห์ที่ไม่อาจหาชมได้จากที่ไหนอีก การรักษาไว้ซึ่งนาฏศิลป์ไทยก็เหมือนกันรักษาศิลปะและวัฒนธรรมของไทยให้ยังคงมีอยู่ตลอดไป เพื่อที่จะส่งต่อให้รุ่นลูกรุ่นหลานได้รู้ซึ้งในศิลปะการแสดงของไทย หากเรามัวแต่หลงใหลไปกับเทคโนโลยี ความทันสมัยต่างๆ นาฏศิลป์ไทยอาจถูกกลืนหายไปได้

จนไม่รู้ไว้ให้เราได้ชื่นชม เมื่อรู้ตัวอีกทีเราอาจเหลือเพียงชื่อเรียกขานนาฏศิลป์เหล่านั้น แต่ไม่เหลือไว้ซึ่งศิลปะการแสดงให้เห็นอีกต่อไปแล้ว ฉะนั้นแล้วเราต้องมาเริ่มเรียนรู้นาฏศิลป์ไทยกัน แม้ไม่อาจจะทำการแสดงได้ แต่การรู้จักไว้ย่อมเป็นประโยชน์อย่างหนึ่ง อย่างน้อยก็สามารถบอกต่อ สอนรุ่นน้อง รุ่นลูก รุ่นหลานให้รู้จักกับศิลปะและวัฒนธรรมไทยได้บ้างย่อมดีกว่าการที่ไม่รู้อะไรเลย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย    ufabet

ตำนานต้นกำเนิดของดอกกุหลาบ

          สำหรับดอกกุหลาบนั้นว่ากันว่ามีอายุมานานหลายล้านปีแล้วซึ่งเชื่อกันว่าในสมัยโบราณนั้นประเทศที่ชื่นชอบและรักดอกกุหลาบมากที่สุดคงจะหนีไม่พ้นประเทศโรมันเพราะประเทศโรมันนั้นได้มีการสร้างพื้นที่เอาไว้สำหรับปลูกดอกกุหลาบโดยเฉพาะและที่สำคัญยังรับซื้อดอกกุหลาบจากประเทศอียิปต์เป็นจำนวนมากอีกด้วยเลยคนโรมันนั้นชีวิตประจำวันของพวกเขา

นั้นจะมีความเกี่ยวพันกับดอกกุหลาบซึ่งคนโรมันมักจะนำดอกกุหลาบนั้นมาผลิตเป็นขนมหรือแม้แต่ทำเป็นตัวยาเอาไว้รักษาโรคและยังสามารถนำมาประกอบอาหารและทำไวน์กุหลาบได้อีกด้วยว่ากันว่าชาวโรมันเชื่อว่าดอกกุหลาบนั้นเป็นตัวแทนแห่งความรักซึ่งมีการพูดถึงตำนานการเกิดกุหลาบในครั้งแรกของโลกเอาไว้ด้วยว่าในความเชื่อของชาวโรมันมีการเชื่อกันว่าดอกกุหลาบนั้นเป็นดอกไม้ที่เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นการแสดงความรักของเทพเจ้า  อโฟรไดท์ ที่มีต่อเทพเจ้า อคอนิส

ซึ่งว่ากันว่าเทพเจ้าทั้ง 2 องค์นั้นรักกันอย่างมากแต่อยู่มาวันหนึ่งเทพเจ้าอคอนิส นั้นได้มีการต่อสู้กับหมาป่า และเกิดภาพช้างถูกหมาป่าฆ่าตายเมื่อเทพเจ้า   อโฟรไดท์ รู้เรื่องไหว้เทพเจ้า อคอนิส เสียชีวิตแล้วก็เสียใ จมาก พระนางร้องไห้อย่างหนักจากการจากไปของเพทเจ้า อคอนิส มีตำนานแบ่งออกเป็น 2 แบบนั่นก็คือ  เทพเจ้า อโฟรไดท์ ร้องไห้เสียใจจนน้ำตาเป็นสายเลือดหยดลงพื้นแล้วก่อกำเนิดเป็นต้นกุหลาบขึ้นมา

กลับอีกตำนานหนึ่งได้บอกว่าหลังจากที่เทพเจ้า อคอนิสตาย  เทพเจ้า   อโฟรไดท์ ก็ได้เสียใจมากเช่นเดียวกันเพราะนางไม่สามารถทนมีชีวิตต่อไปได้จึงใช้มีดปักไปที่หัวใจของพระนางและหยดเลือดของพระนางได้หล่นลงพื้นดินก่อเป็นต้นกำเนิดของดอกกุหลาบนั่นเองอย่างไรก็ตามไม่ว่าจะตำนานแบบไหนสิ่งที่เรารู้กันดีอยู่ก็คือดอกกุหลาบเป็นตัวแทนของความรักโดยเฉพาะดอกกุหลาบสีแดง

ซึ่งหมายถึงหยดเลือดที่หยดลงไปในพื้นดินแล้วทำให้มีต้นกุหลาบโหขึ้นมากลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักมาหลายพันปีจนถึงปัจจุบันดอกกุหลาบก็ยังเป็นตัวแทนของความรักอยู่นั่นเองซึ่งไม่ว่าจะเป็นเทศกาลไหนหนุ่มสาวมักจะใช้ดอกกุหลาบในการบอกความในใจของตนเองให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับรู้หรือแม้แต่ในการจัดงานต่างๆไม่ว่าจะเป็นงานวันเกิดหรืองานแต่งงานก็มักจะมีดอกกุหลาบหลากหลายสีสันถูกนำมาจัดประดับตกแต่งภายในงานด้วยเช่นเดียวกัน 

 สำหรับตำนานที่พูดถึงต้นกำเนิดต่อกราบนี้เป็นตำนานของต่างประเทศซึ่งประเทศไทยเองก็มีตำนานเกี่ยวกับเรื่องของต้นกำเนิดของดอกกุหลาบเช่นเดียวกันโดยมีการแต่งขึ้นในสมัยของรัชกาลที่ 6 และพระองค์เป็นผู้ประพันธ์บทละครเกี่ยวกับตำนานของดอกกุหลาบขึ้นมาเอง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ufabet

The Creation Of Adam

ภาพวาดนี้นั้นได้มีการสร้างสรรค์ขึ้นบนเพดานของโบสถ์น้อยซิสทีนภายในกรุงวาติกัน ในประเทศอิตาลีมีการสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมาจากจิตรกรที่มีความสามารถอย่าง ไมเคิล แองเจโล เขานั้นได้สร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ขึ้นในระหว่างปี 1508-1512 เป็นหนึ่งในงานด้านศิลปะที่ถือว่าเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาเลยก็ว่าได้ โดยภาพวาดของเพดานโบสถ์นั้นเป็นการวาดภาพเพื่อบรรยายเหตุการณ์จากระคัมภีร์ปฐมกาลรวมทั้งหมด9ภาพ ดดยภาพแต่ละภาพนั้นก็มีความสวยงามและเป็นภาพวาดที่น่าสนใจทั้งสิ้น

The Creation Of Adam นั้นเป็นภาพที่มีการสร้างสรรค์ขึ้นมาตามคำสั่งของพระสันตะปาปา แต่ไมเคิลนั้นก็ได้มีการสร้างสรรค์ตามแนวความคิดสร้างสรรคืของตนเองด้วย และถึงแม้ภาพวาดนี้นั้นอาจจะทำให้ขัดใจหลายคนแต่มันก็เป็นภาพวาดที่สวยงามและถือว่าเป็นภาพที่มีการนำมาใช้ในด้านศาสตร์คริสต์อยู่เสมอ เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์นั้นสามารถที่จะระลึกถึงพระเจ้าหรือพระเยซูนั่นเอง ซึ่วในภาพก็จะประกอบไปด้วยสองส่วนที่มีความสำคัญหลัก นั่นก็คือภาพวาดชายคนหนึ่งที่เปลือยกายและนอนอยู่เบื้องล่างนั่นก็คืออดัมนั่นเองโดยท่านอนของเขานั้นเป็นท่านอนที่มีการนอนโดยเอาซอกข้างหนึ่งท้าวโขดหินไว้และดูจากภาวาดนั้นจะสังเกตได้ว่าถึงแม้อดัมจะเป็นชายที่มีลักษณะกำยำ แต่ด้วยท่านอนนั้นนอนเหมือนคนหมดแรงหรือไม่มีพละกำลังใดๆ 

โดยอีกส่วนสำคัญที่บรรยายเรื่องราวอีกส่วนที่สำคัญของภาพนั้นก็คือ ชายที่ดูออกไปในวัยชราเพราะมีผมที่ขาวนั่นเอง คาดว่าเป็นพระเยซูโดยสวมชุดสีขาวและสามารถลอยในอากาศได้ โดยในภาพนั้นในส่วนทางด้านภาพวาดพระเยซูยังคล้ายเด็กที่ติดตามพระเยซูมาด้วยอีกหลายคนและคาดว่าเป็นผู้ติดตามที่คอยให้ความช่วยเหลือพระเยซูนั่นเอง และส่วนที่สื่อความหมายของภาพที่แท้จริงนั้นก็คือ ทั้งอดัมและพระเยซู ต่างยื่นมือเข้าหากันและกัน ถึงแม้ว่าจะเป็รภาพวาดที่ดูแล้วอาจจะเป็นสิ่งที่เข้าใจยาก 

แต่ในความหมายจริงๆแล้วนั้นการที่วาดภาพนี้ขึ้นมาเพื่อจะสื่อให้รู้ว่า ไม่ว่าจะเป็นใครก็สามารถที่จะสื่อสารกับพระเยซูได้นั่นเอง และเป็นภาพวาดที่สื่อให้เห็นว่าเรานั้นไม่ควรตัดสินคนที่ภายนอกนั่นเอง เพราะอย่างอดัมที่มีกล้ามกำยำนั้นแต่กลับเป็นคนที่ไม่มีเรี่ยวแรง ส่วนพระเยซูผู้ที่ดูเหมือนชายชราแต่กลับเปี่ยมไปด้วยความรู้ความสามารถในด้านต่างๆ และมีบางคนก็บอกว่า ในส่วนของภาพวาดด้านพระเยซูและผู้ติดตามนั้นมีลักษณะเป็นก้อนเหมือนสมองด้วย นั่นเปรียบได้ว่าการสื่อสารที่พระเจ้ากับอดัมได้สื่อสารกันนั้นเป็นการสื่อสารกันได้โดยผ่านระบะประสาทหรือการวาดภาพนี้ขึ้นมานั้นอาจจะมีความหมายนัยๆว่า เราสามารถที่จะสื่อสารกับพระเจ้าด้วยการนึกถึงนั่นเอง

ภาพวาด The Creation Of Adam นั้นเป็นภาพที่เหมือนจะเป็นการบรรยายเหตุการณ์ที่ความสำคัญที่สุด เพราะถาพนั้นถูกวาดไว้ตรงกลางของเพดานโบสถ์และต้องยอมรับว่างานชิ้นนี้นั้นถูกสร้างขึ้นมาด้วยฝีมือที่ยอดเยี่ยมและยังคงเป็นภาพวาดที่มีชื่อเสียงและมีการพูดถึงอยู่ตลอดกาลด้วย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ufabet