เรื่องเล่า นิทาน ตำนานปลาไหล

ในครั้งสมัยพุทธกาลได้มีงูใหญ่อยู่ตัวหนึ่งได้อาศัยอยู่ในป่างูตัวนั้น ตำนานปลาไหล มีลักษณะที่แปลกประหลาดไปจากงูชนิดอื่นๆคือมันได้มีเกล็ดสีเขียวจางๆและมีหงอนอยู่บนหัวอีกด้วย

ซึ่งหากจะมองให้ดีงูตัวนั้นก็จะดูคล้ายๆกับพญานาคก็เป็นได้เพียงแต่ว่ามันดูตัวเล็กลงกว่าพญานาคเท่านั้นเองสัตว์ทุกตัวในป่ากว้างแห่งนั้นไม่รู้ที่มากที่ไปของงูตัวนี้คงจะมีแต่ท่านฤาษีอังคตเท่านั้นที่รู้เรื่องราวของมันพอสมควรเพราะท่านเป็นผู้ที่ได้เก็บมันมาจากชายฝังทะเลในขณะที่เดินไปบำเพ็ญทานเมื่อหลายปีก่อน

นอกจากนี้ท่านฤาษีอังคตกำลังจะเดินทางกลับมาที่ป่าและได้เห็นงูตัวหนึ่งได้นอนหมดแรงอยู่กลางพื้นทรายหลังจากที่ท่านได้พิจรณาดูแล้วก็เห็นว่าเป็นงูตัวใหญ่เลยทีเดียวแต่ลักษณะของมันนั้นดูคล้ายกับพญานาคมากๆมีเพียงขนาดของตัวมันเท่านั้นที่บงบอกว่าไม่ใช่พญานาคแต่ก็จัดว่าเป็นงูที่มีขนาดใหญ่

โดยท่านฤาษีอังคตกำลังพยายามจะทำให้มันกลับลงไปยังน้ำเพื่อที่มันจะได้มีแรงและว่ายน้ำกลับไปแต่ท่านคิดผิดแทนที่มันจะดีใจเมื่อได้เจอน้ำมันกลับว่ายหนีขึ้นมาบนผืนทรายอีกครั้งและนอนหมดแรงอยู่อย่างนั้นท่านฤาษีอังคตก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงดีจึงพามันกลับไปที่ป่าด้วยและให้มันนอนพนักอยู่ที่หน้าอาสมอยู่เรื่อยมา

ดังนั้นด้วยความที่ว่ามันได้เป็นงูชนิดที่แปลกไปจากงูอื่นๆและมีขนาดตัวที่ใหญ่มันจึงเป็นที่น่าเกรงขามของเหล่าสัตว์ทั่วๆไปและท่านฤาษีอังคตก็ได้ตั้งชื่อให้มันว่าอสรชาติท่านฤาษีนั้นได้แปลกใจมากที่งูลักษณะคล้ายพญานาคตัวนี้ชอบเลื่อยอยู่ในป่าแทนที่จะหาแหล่งน้ำหรือพยายามจะกลับไปที่ชายฝั่งทะเลและยิ่งนานวันมันก็ยิ่งดูแข็งแรงขึ้นจนกลายเป็นสัตว์ที่คอยเฝ้าอาสมของท่านไปแล้ว

เนื่องจากนี้อสรชาติได้อยู่กับท่านฤาษีมาหลายปีจนกระทั่งตัวมันได้โตเต็มที่และมีหงอนเป็นสีเขียวเกล็ดสวยงามในวันหนึ่งนั้นท่านฤาษีได้สังเกตว่าอสรชาติได้เปลี่ยนแปลงไปโดยมันดูสงบนิ่งมากขึ้นอีกทั้งไม่ชอบเลื่อยไปเที่ยวที่ไหนไกลๆเหมือนเช่นที่ผ่านมาท่านฤาษีทำได้แต่เฝ้าดูและคิดว่าที่มันเปลี่ยนแปลงไปนั้นเพราะคงจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว

ซึ่งหลังจากนั้นมาอสรชาติก็เลื่อยออกไปจากอาสมและท่านฤาษีได้ออกตามหาโดยการสืบถามจากบรรดาจากสัตว์ต่างๆที่ได้เห็นอสารชาติได้เลื่อยผ่านไปจนได้รู้ว่าอสรชาติได้เข้าไปพักอาศัยในถ้ำแห่งหนึ่งและอยู่ในถ้ำนั้นนานแล้วท่านฤาษีก็คิดว่าอสรชาติคงอยากอยู่ตามลำพังท่านก็เลยไม่ได้ติดตามไปยังในถ้ำ

 

สนับสนุนโดย.  gclub

ความเกี่ยวเนื่องกันระหว่าง Social Media และงานศิลปะ 

Social Media คือสิ่งที่ทำงานส่วนต่างๆมีการเติบโตที่เพิ่มขึ้นระบบเทคโนโลยีต่างๆหรือระบบการติดต่อสารสนเทศต่างระหว่างที่มีการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงระบบให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นนี้ส่งผลให้การศึกษาต่างๆที่มีการพัฒนาและมีการส่งต่อถึงรูปแบบต่างๆ อย่างไรก็ตามระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการเชื่อมโยงข้อมูลระบบต่างๆในยุคปัจจุบันที่มีการพัฒนาปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพนี้ ระบบของโซเชียลมีเดียงานศิลปะต่างๆ

ในโลกที่ศิลปินต่างๆในโลก มีเว็บบล็อกของตัวเองหรือแม้แต่จะเป็นเว็บไซต์ของตัวเองเพื่อทำการโปรโมทงานศิลปะต่างๆหรือเผยแพร่งานเซลล์ต่างๆในยุคปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงและมีการพัฒนาโครงสร้างของงานศิลปะต่างๆที่ดีมากยิ่งขึ้นนี้ ส่งผลให้ในยุคปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงรูปแบบหรือระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมีการเติบโตและมีการพัฒนาที่ดีมากยิ่งขึ้นในการเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆของงานศิลปะอย่างไรก็ตามนี้จึงเป็นสิ่งที่มีการสืบเนื่องจากการพัฒนาโครงสร้างข้อมูลต่างๆที่มีการปรับเปลี่ยนและมีการพัฒนาที่เพิ่มมากยิ่งขึ้น ในยุคปัจจุบันการศึกษาต่างๆที่ถูกพัฒนาในรูปแบบใหม่ๆมากมาย

ไม่ว่าจะเป็นระบบภาพเสียงต่างๆหรือแม้แต่จะเป็นโครงสร้างของงานดิจิตอลต่างๆก็มีการพัฒนาและมีการปรับเปลี่ยนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น งานสินค้าต่างๆที่มีการเปลี่ยนแปลงในการพัฒนาอยู่ตลอดเวลานี้ช่วยผู้คนส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงงานศิลปะรูปแบบต่างๆที่ง่ายมากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นการรับชมผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย Facebook Twitter Instagram

หรือแม้แต่จะเป็นYouTube ต่างๆระบบต่างๆเหล่านี้ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสะท้อนถึงการเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆในการสร้างสังคมออนไลน์ การเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาโครงสร้างการทำงานต่างๆเหล่านี้ได้ช่วยผู้คนมีการพัฒนาโครงข่ายหรือแม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบให้มีประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น Social Media และการพัฒนาการทำงานต่างๆช่วยให้ผู้คนสามารถเชื่อมโยงข้อมูล การเปลี่ยนแปลงระบบต่างๆที่มีประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นแบบนี้ 

งานต่างๆหรือ Social Media ต่างๆเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะระบบต่างๆเหล่านี้ช่วยผู้คนมีการเข้าถึงหรือแม้จะเป็นการปรับปรุงโครงสร้างที่มีการเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆได้มากมายอย่างไรก็ตามนี้จะเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ระบบเทคโนโลยีต่างๆมีการเชื่อมโยงข้อมูลหรือไม่เช่นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นนี่จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ไม่ดีช่วยทำให้งานศิลปะ

หรือกิจกรรมต่างๆมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงทางด้านวัฒนธรรมหรือสังคมต่างๆที่มีการเปลี่ยนแปลงและมีการปรับเปลี่ยนอยู่เสมอนี้ช่วยผู้คนสามารถส่งต่อรูปแบบในการเชื่อมโยงข้อมูลการติดต่อสื่อสารระบบงานศิลปะต่างๆคือการเชื่อมโยงและการเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการนำเสนอใหม่ๆโดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่มีความเกี่ยวเนื่องซึ่งกันและกันระบบหรือโครงสร้างในการทำงานต่างๆที่มีการปรับปรุงรูปแบบในการทำงานใหม่ๆนี้ช่วยผู้คนมีการเชื่อมโยงโครงสร้างการทำงานหนักๆครับติดต่อคุณจรัญครับผมคือผมจะขอสอบถามข้อมูลอีกรอบนะคะ

คือรายได้ต่อเดือนเท่าไหร่ค่ะ 20280 ทำงานอะไรอยู่ครับครับผมแล้วทีนี้นี่ของคุณจรัญเนี่ยมีตัวเดียวใช่ไหมครับก็คือรถครับเดี๋ยวผมขอจดลงใส่รายละเอียดใส่ที่ผมคุยกับคุณจรัญนะครับมี 9,000 บาทแล้วก็มี 50,000 บาทครับแค่นี้ล่ะครับแล้วก็มีผ่อนรถเท่าไหร่นะ 20,000 บาททั้งหมดรวมเท่าไหร่ครับตัวตัวละ 400 8 อย่างนี้ครับคุณน่าจะเคยไปกู้ที่อื่นแล้วเนาะแล้วเขาไม่ให้ถูกมั้ยฮะ 

 

 

สนับสนุนโดย    gclub

Coco Chanel

ประวัติสาวชื่อดัง มีอิทธิพลแฟชั่นมาถึงปัจจุบัน Coco Chanel (โคโค ชาแนล)

กว่าจะมาเป็นสาวผู้นำแฟชั่นในทุกวันนี้ โคโค ชาแนล (Coco Chanel) นั้นเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่สู้มากับความยากลำบากมาตั้งแต่ยังเด็ก เธอเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่อาศัยในโบสถ์และได้รับการดูแลจากแม่ชี ซึ่งมีหลายคนบอกว่าที่มาของชุดหรือสิ่งของที่เธอออกแบบมักจะเป็นสีขาว และ ดำ เพราะเธอเคยอาศัยอยู่กับแม่ชี และนั้นเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบของเธอให้ดูเรียบง่ายและสีคุม โทน ทั้งๆที่ในสมัยนั้นสีดำเป็นสีที่ไม่เป็นที่ยอมรับ

สำหรับผู้หญิงแต่อย่างใด แต่ก็อย่างที่บอกกว่าเธอจะมีวันนี้ได้ เธอต้องสู้มาด้วยตัวคนเดียว เพราะแม่ของเธอเสียชีวิตตั้งแต่เธอ อายุได้ 12 ปี และพ่อของเธอก็ทิ้งเธอไปอีก กลายเป็นว่าเธอต้องไปอาศัยกับแม่ชี และได้มีโอกาสเรียนรู้วิชาตัดเย็บมาได้เสื้อผ้ามาได้บ้าง และเกิดความสนใจในเรื่องของเสื้อผ้าขึ้นมา เธอทั้งพยายามเรียนรู้และอดทนในช่วงเวลาที่แสนจะยากลพยาก เพราะว่าการเป็นช่างเย็บผ้าในสมัยนั้น ไม่ได้สร้างรายได้มากพอ หรือเอามาเลี้ยงชีพเธอได้  เธอจึงจำเป็นต้องหารายได้เสริมโดยการไปร้องเพลงในคลับ

ที่มักมีทหารเศรษฐีมาเจอเธอเค้า และได้พาเธอไปใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน แต่เธอเองก็ไม่สามารถเป็นเมียที่ออกหน้าสังคมได้แต่อย่างใด เธอจึงเหมือนเมียเก็บคนหนึ่ง และตัวเธอเองก็เริ่มให้ความสนใจเรื่อการตัดเย็บมากขึ้น เพราะสามีเธอนั้นมีฐานะและคอยสนับสนุนนั้นเอง จนเธอเริ่มจาก ตัดเย็บหมวก และเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางจนเธอเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมา

แต่เธอเองก็ไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องความรักสักเท่าไร มีแหล่งที่มาบอกว่าเธอค่อนข้างมีความรักอยู่หลายต่อหลายครั้งแต่ก็ไม่ได้ราบรื่นเท่าไร แต่ในทางกลับกันด้านงานการตัดเย็บและออกแบบกลับเป็นที่ยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากหมวกไปถึงชุดของผู้หญิง ที่โคโค ชาแนล แหกทุกกฏของเสื้อผ้าผู้หญิง ที่จะต้องใส่ Corset รัดรูปสีสันสดใสออกไป

เธอออกแบบชุดมาอย่างเรียบง่าย โดยมีแรงบันดาลใจมากจากชุดผู้ชาย โดยใส่เสื้อพอดีตัวไม่ต้องรัดรูปและเน้นสีดำ ขาว เท่านั้น และนี้เองก็กลายเป็นที่มาว่าเธอเป็นไอคอนของ สตรีนิยม ที่จะทำให้ผู้หญิงเท่าเทียมกับผู้ชายนั้นเอง หลังจากที่เธอประสบความสำเร็จในส่วนของเสื้อผ้าไปแล้ว เพราะคนชั้นสูงเริ่มสวมใส่เสื้อผ้าของเธอ เธอก็ออกเริ่มมีผลิตภัณฑ์อื่นๆออกมา ไม่ว่าจะเป็นน้ำหอม Chanel No.5 หรือ กระเป๋า Chanel Classic ที่เป็นที่โด่งดังและเป็นแฟชั่นมาถึงยุคปัจจุบันนั้นเอง

 

 

สนับสนุนโดย    gclub

ยักษ์วัดแจ้ง และยักษ์วัดโพธิ์

ตำนาน ยักษ์วัดแจ้ง และยักษ์วัดโพธิ์

ตำนาน ยักษ์วัดแจ้ง และยักษ์วัดโพธิ์

ในสมัยก่อนอาจจะเคยได้ยินถึงเรื่องราว การต่อสู้ของ ยักษ์วัดแจ้ง และยักษ์วัดโพธิ์ ที่เกิดขึ้นท่าเตียนและผลของการต่อสู้กันครั้งนั้นทำให้บริเวณท่าเตียนในสมัยนี้ราบเรียบเป็นหน้ากลอง เลยที่เดียวจึงได้มีการตั้งชื่อบริเวณนั้นว่าท่าเตียนและการต่อสู้ในครั้งนั้นได้มียักษ์วัดพระแก้วเป็นผู้ห้ามเหตุการณ์ให้สงบลง เป็นตำนานที่มีชื่อเสียงไม่แพ้ ตำนานยักษ์โอนิ ของญี่ปุ่น

ลักษณะของ ยักษ์วัดแจ้งและยักษ์วัดโพธิ์

บริเวณวัดแจ้งจะมียักษ์ที่มีรูปร่างใหญ่โตยืนเฝ้าซุ้มประตูอยู่2ตน ด้านเหนือจะเป็นยักษ์ร่างกายสีขาวมีชื่อว่า สหัสเดชะ ส่วนทางด้านใต้มีร่างกายเป็นสีเขียวมีชื่อว่า ทศกัณฑ์จะคอยยืนเฝ้าซุ้มประคูยอกมงกุฎตรงทางเข้าพระอุโบสถ ของวัดอรุณ 

ยักษ์ด้านวัดโพธิ์จะมี4ตนจะอยู่ในตู้กระจกทางเข้ามณฑปของวัดโพธิ์และยักษ์จะมีกายสีแดง ยักษ์กายสีเขียว ยักษ์กายสีเทาและยักษ์กายสีเนื้อ

ตำนานท่าเตียน

ในตำนานได้เล่าว่ายักษ์ทั้งสองได้เป็นเพื่อรักกันมาก และต่างก็มีหน้าที่จะต้องเฝ้าวัดกันคนละฝั่งแม่น้ำ วันหนึ่งยักษ์วัดโพธิ์ไม่มีเงินจึงได้ข้ามฝากแม่น้ำมายืมเงินทางด้านยักษ์วัดแจ้งไป แต่เมื่อถึงกำหนดที่จะต้องคืนเงินแล้ว ทางด้านยักษ์วัดโพธิ์ก็ไม่ยอมนำเงินมาคืนสักที เมื่อยักวัดแจ้งรอการนำเงินมาคืนนั้น นานมากแล้วจึงอดทนไม่ไหวจึงข้ามฝากไปทวงเงินของตนคืนกลับมาแต่ทางยักษ์วัดโพธิ์ไม่ยอมจ่าย จึงได้เกิดมีการต่อสู้กันเกิดขึ้นและยักษ์ทั้งสองตนมีกำลังมากมายมหาสาร จึงทำให้การต่อสู้ครั้งนั้นมีการเหยียบย้ำต้นไม้ล้มตายอย่างมากมายและบริเวณนั้นก็เรียบเป็นหน้ากลองไปเลย และการต่อสู้ครั้งนั้นได้รู้เป็นหินทั้งสองตน โดยให้ยักษ์วัดแจ้งเป็นหินยืนเฝ้าประตูอุโบสถของวัดอรุณ และยักษ์วัดโพธิ์ยืนเฝ้าประตูพระวิหารมาจนถึงปัจจุบันนี้

การต่อสู้ของยักษ์ทั้ง2ตนนั้นไม่รู้แน่ชัดว่า ตนใดเป็นผู้ชนะ แต่ก็ทำให้ทั้งสองต้องได้รับโทษด้วยกันทั้งคู่ และภายในวัดโพธิ์ยังมีสถานที่สวยงามที่ควรไปกราบไหว้ มีมหาเจดีย์4รัชกาลเป็นมหาเจดีย์องค์ใหญ่4องค์ตั้งถัดไปจากพระอุโบสถ และยังล้อมรอบไปด้วยกำแพงแก้ว และยังมีพระพุทธไสยาสน์ และยังมีหินแกะสลักรูปนักรบจีนขนาดใหญ่ยืนเฝ้าซุ้มประตู และสถานที่สำคัญหลายแห่งอยู่ในวัดโพธิ์แห่งนี้ด้วย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  gclub