4 ประเพณีสำหรับทางภาคอีสาน

ประเพณีไหลเรือไฟของชาวอีสาน   

ซึ่งได้จัดขึ้นในส่วนเทศกาลออกพรรษาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบูชาแม่น้ำโขงและพญานาคนอกจากนี้ประเพณีไหลเรือไฟยังจัดขึ้นเพื่อขอขมาลาโทษที่ได้ทิ้งสิ่งของสกปรกลงไปในแม่น้ำลำครองและเป็นการเผาไฟเพื่อเป็นการเอาความทุกข์ไหลไปกับสายน้ำเรือไฟหมายถึงเรือที่ทำมาจากต้นกล้วยไม้ไผ่หรือวัสดุที่สามารถลอยน้ำได้เพื่อนำมาจัดเป็นรูปโครสร้างตามรูปต่างๆจากนั้นเมื่อนำเรือลงไปในแม่นำแล้วได้ทำการจุดไฟจากนั้นไฟก็จะลุยไปตามลวดลายต่างๆที่ได้จัดเอาไว้ด้านบนเรือจึงเกิดเป็นรูปต่างๆตามมา ซึ่งปัจจุบันนี้ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ได้เข้ากับเหตุการณ์และยังมีการเล่นพลุเพื่อการยิ่งใหญ่และตะการตาอีกด้วย

ประเพณีผีตาโขน

เป็นประเพณีที่ชาวด่านซ้ายจังหวัดเลยซึ่งได้ถือปฏิบัติกันมาอย่างยาวนานสำหรับผู้ที่ได้สวมบทบาทเล่นเป็นผีตาโขนนั้นจะต้องสวมหน้ากากที่หน้าเกลียดและหน้ากลัวซึ่งหน้ากากผีเหล่านี้ได้ทำมาจากวัสดุหวดนิ่งข้าวเหนียวแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่มีสีสีนสดใสและออกเดินร่วมขบวนไปกับขบวนแห่งานบุญหลวงซึ่งจะจัดรวมไปพร้อมกับงานบุญหลวงที่ตั้งอยู่วัดโพธิชัย อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ซึ่งถือได้ว่าในด้านประเพณีผีตาโขนนี้เป็นการเล่นเพื่อบวงสรวงบูชาด้วยวิญญาณบรรพชนเนื่องจากว่าชาวด่านซ้ายเชื่อกันว่าบรรพชนที่ได้เสียชีวิตไปแล้วจากกลายเปนสิ่งศักดิ์สิทธิ์สามารถดนบรรดานให้เกิดความอุดมสมบูรณ์หรือความหายนะกับบ้านเมืองได้เพื่อให้เป็นที่พอใจต่อดวงวิญญาณ

ประเพณีบุญบั้งไฟ 

เป็นอีกประเพณีหนึ่งของทางภาคอีสานโดยมีตำนานมาจากนิทานพื้นบ้านของภาคอีสาน เรื่องพญาคันคาก และเรื่อง ผาแดงนางไอ่ ซึ่งในนิทานพื้นบ้านดังกล่าวได้กล่าวถึงการที่ชาวบ้านได้จัดงานบุญบั้งไฟขึ้นเพื่อเป็นการบูชาพญาแสนซึ่งชาวบ้านมีความเชื่อว่าพญาแสนมีหน้าที่คอยดูแลให้ฝนตกอย่างถูกต้องตามฤดูกาลและมีความชื่นชอบไฟเป็นอย่างมากหากหมู่บ้านใดไม่จัดงานบูญบั้งไฟขึ้นเพื่อเป็นการบูชาฝนก็จะไม่ตกตามฤดูกาลอาจจะทำให้เกิดเรื่องร้ายกับหมู่บ้านได้ช่วงเวลาของงานบุญประเพณีบุญบั้งไฟคือ เดือน6หรือเดือนพฤษภาคมของทุกปี

ประเพณีแห่งเทียนพรรษา

สำหรับงานแห่งเทียนพรรษานั้นจัดขึ้นก่อนวันเข้าพรรษาวันแรม1ค้ำเดือน8ของทุกปีทุกคนชาวไทยจะเข้าวันทวายเทียนพรรษาตามวัดต่างๆถึงแม้การทวายเทียนจะถูกปรับเปลี่ยนให้มีความเหมาะสมต่อเหตุการณ์เป็นทวายหลอดไฟแต่อย่างไรเทียนพรรษาก็ยังคู่กับสังคมไทยในประเพณีเทียนพรรษาเช่นเคย

 

 

ขอขอบคุณเรื่องราวดีๆจาก ทดลองเล่นบาคาร่าฟรี

งานบั้งไฟจังหวัดหนองคาย

งานบุญประเพณีบั้งไฟพญานาคที่จังหวัดหนองคาย

และนี่เป็นอีกหนึ่งของความเชื่อที่เกี่ยวกับพญานาคซึ่งอยู่คู่กันมากับวิถีชีวิตและคนทั่งสองฝั่งโขงมาอย่างช้านานและความศรัทธาอีกมากมายของเหล่าชาวบ้านและผู้คนแถวนั้นและได้ผลักดันทำให้เกิดวัฒนธรรมของความเชื่อ ที่หล่อหลอมผู้คนต่างให้เป็นหนึ่งเดียวกันซึ่งในทุกๆปีนั้นจะมีเทศกาลไหลหรือเรือไฟและจับตาชมบั้งไฟพญานาคที่ อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ที่มีการจัดงานประจำปีอย่างยิ่งใหญ่เพื่อให้นักท่องเที่ยวสนใจทั้งคนไทยและต่างประเทศเพื่อให้มาชมงานกันอย่างครึกครื้นซึ่งเป็นจังหวัดที่มีเทศกาลและมีชื่อเสียงทั้งในประเทศและต่างประเทศอีกด้วย

ซึ่งยังมีนักข่าวที่มาจากทั่วโลกเพื่อมาทำข่าวเกี่ยวปรากฏการณ์แห่งธรรมชาติแห่งนี้

เนื่องจากมีการเกิดบั้งไฟพญานาคและเป็นตำนานของความเชื่อของคนจังหวัดหนองคายซึ่งว่ากันว่าบริเวณแม่น้ำโขงแห่งนี้เป็นเมืองบาดาลเก่าที่มีพญานาคอาศัยอยู่ซึ่งเดิมทียังมีประวัติพญานาคซึ่งปรากฏอยู่ในพระไตรปิฏก และเป็นหนังสือที่รวมหลักธรรมคำและคำสอนของพระพุทธองค์เอาไว้แล้วยังรวมไปถึงประวัติของพระพุทธองค์ซึ่งเดิมทีพระพญานาคนั้นจะมีนิสัยดุร้ายมากและจึงมีเรื่องที่เล่าขานกันว่าเมื่อครั้งอดีตกาลพระพุทธองค์

ซึ่งได้ลงมาเพื่อโปรดสัตว์เพื่อให้พญานาคนั้นได้ฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าจนทำให้เกิดความเลื่อมใสและศรัทธาก็เลยคิดที่อยากจะขอออกบวชแล้วยังได้แปลงกลายเป็นคนเพื่อที่จะมาบวชแต่ก็ไม่สามารถออกบวชได้และเนื่องจากนาคนั้นเป็นสัตว์เดรัจฉานพญานาคก็ปาวรณาตนว่าเป็นพุทธมามะกะและเมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้านั้นเสด็จขึ้นไปโปรดธรรมให้แก่

พระมารดาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จนครบ 1 พรรษาแล้วจึงเสด็จกลับลงมายังที่โลกมนุษย์ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 และเมื่อพญานาคนั้นได้รับรู้ถึงการกลับมาของพระพุทธองค์แล้วจึงบังเกิดให้บั้งไฟนั้นขึ้นมาซึ่งมีดวงไฟขนาดเล็กสีส้มอมเหลือง อมแดงซึ่งไม่มีเสียงและกลิ่นจะปรากฏขึ้นผิวน้ำตั้งแต่ 1-30 เมตรและจะพุ่งขึ้นสูงถึง 50-150 เมตรซึ่งจะปรากฏให้เห็นเพียง 5-10 วินาทีเท่านั้น

ซึ่งเป็นคำบอกเล่าจากคนในพื้นนั้นที่พบเห็นได้บ่อยครั้งและบั้งไฟพญานาคนั้นก็เริ่มมีจำนวนลดน้อยลงเรื่อยๆซึ่งทุกๆอย่างก็ย่อมมีหลายๆปัจจัยเข้ามาประกอบกันไม่ว่าจะเป็นทางด้านระบบนิเวศ อีทั้งเงื่อนไขของเวลาดินฟ้าแล้วกับอากาศที่แปรปรวนและที่เปลี่ยนไปตามระดับในแม่น้ำโขงก็รวมไปถึงสภาวะโลกร้อนด้วยซึ่งทั้งหมดนั้นก็ล้วนมีผลต่อจำนวนของบั้งไฟพญานาคด้วยเช่นกัน

แล้วถ้าสำหรับท่านใดที่อยากจะลองออกไปสัมผัสอากาศแห่งความรื่นรมย์ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีและก็ไม่รู้ว่าในอนาคตเจ้าลูก “บั้งไฟพญานาค” นั้นมันจะยังมีให้เราได้เห็นอีกหรือป่าวหรือวัฒนธรรมเหล่านี้อาจจะหายไปตามกาลเวลา