ตำนานทวยเทพกรีกที่เกิดขึ้นเนื่องจากว่าคำโกหกเป็นเหตุ

เมื่อกล่าวถึงทวยเทพหลายๆคนบางทีอาจนึกถึงความงดงาม พลังเหนือธรรมชาติ รวมทั้งเรื่องราวตำนานที่ราวกับอยู่ในโลกอุดมคติ แต่ว่าสำหรับตำนานทวยเทพกรีกบางทีอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้น เนื่องจากว่าเรื่องราวของเหล่าทวยเทพกรีกเต็มไปด้วยความรัก โลภ โกรธ หลง ไม่ได้ต่างอะไรจากเรื่องราวชีวิตของคนทั่วๆไปเลย

ความห่วงใยของภรรยา กับ การเสียชีวิตของ Hercules

เรื่องราวความกล้าหาญชาญชัยของเฮอร์คิวลีสเป็นหนึ่งในตำนานทวยเทพกรีกที่หลายๆคนรู้จักดีที่สุด แม้กระนั้นทราบหรือไม่ว่าการตายของทวยเทพผู้ยิ่งใหญ่คนนี้เกิดขึ้นด้วยเหตุว่าคำโกหก เรื่องราวนี้เริ่มขึ้นเมื่อเขารวมทั้งเมียที่ชื่อเดียไนร่า ซึ่งเป็นบุตรีของกษัตริย์โอเนอัส วันหนึ่งระหว่างที่พวกเขากำลังจะเดินทางออกจากเมืองที่กลางทางจำต้องผ่านแม่น้ำและก็คนที่จะพาพวกเขาข้ามฝั่งก็คือเซนทอร์ที่ชื่อเนสซัส กลางทางเนสซัสที่คลั่งไคล้ในตัวเดียว ไนร่าพยายามขืนใจเธอ ซึ่งเฮอร์คิวลีสโมโหอย่างมาก เขาก็เลยทำการยิงเซนทอร์ด้วยธนูแล้วก็ศรที่เลอะเลือดไฮดร้า ปีศาจร้ายที่เขาฆ่าในภารกิจลำดับที่สอง ก่อนที่จะตายเนสซัสได้นำเอาลูกธนูที่ฆ่าเขาให้เดียไนร่าแล้วก็บอกนางว่าเลือดที่เลอะศรนี้สามารถนำไปทำยาเสน่ห์ได้

อย่างไรก็แล้วแต่ความรักสามารถที่จะทำการเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อเฮอร์คิวลีสไปทำภารกิจรวมทั้งได้เจอรักใหม่ เนื่องจากว่าอยากได้สามีกลับมานางก็เลยนำเลือดที่ได้รับจากเนสซัสไปทาลงบนเสื้อคลุมที่นางทำให้สามีเนื่องจากว่ามั่นใจว่าเขาจะกลับมารักเธออีกรอบ และเมื่อเฮอร์คิวลิสทำการใส่เสื้อคลุมนั้นที่มีการเปื้อนเลือดที่เป็นพิษของไฮดร้าแล้วก็เลือดของเนสซัส ส่งผลให้เกิดไฟลุกขึ้นโดยทันที เฮอร์คิวลีสเจ็บปวดอย่างยิ่งแต่ว่าไม่สามารถที่จะทำการถอดเสื้อคลุมได้ จนกระทั่งท้ายที่สุดซุสก็เลยส่งสายฟ้าลงมาเพื่อที่ทำการช่วยปล่อยเฮอร์คิวลีสจากความทรมาน ต่อจากนั้นเขาก็เลยได้กลายเป็นทวยเทพแล้วก็ขึ้นไปอยู่บนยอดเขาโอลิมปัสท้ายที่สุด

“Nobody” การโกหกที่แสนเฉลี่ยวฉลาด ของ Odysseus

เรื่องเกิดจากตอนที่เขากำลังเดินทางที่ทะเลแล้วก็ไปเจอเกาะที่มีเหล่ายักษ์ตาเดียวอาศัยอยู่ เกาะนั้นมีถ้ำแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยฝูงแกะ โอดิส ซีอุสและก็พรรคพวกดีใจมากที่เจอเสบียง แต่ว่าพวกเขากลัถูกเจ้ายักษ์ตาเดียวนั้นจับกินเป็นอาหาร

แล้วต่อจากนั้นก็เลยเอาหินมาปิดปากถ้ำไว้ วันเวลาผ่านไปก็สามารถที่จะทำการคิดวิธีที่จะหลบหนีออกไปได้ ซึ่งเขาเอาอกเอาใจเจ้ายักษ์ด้วยเหล้าองุ่นชั้นเยี่ยม เมื่อโพลีฟีมุสถามคำถามว่าเขาเป็นผู้ใดกัน โอดิสซีอุสก็ตอบว่าเขาชื่อ “โนบาดี” ถัดมาเมื่อจังหวะดี เขาคอยจนกระทั่งเจ้ายักษ์หลับแล้วจึงจับฟืนที่เหลากระทั่งแหลมแทงเข้าไปในดวงตาของโพลีฟีมุส มันกรีดอย่างปวด เมื่อยักษ์ตนอื่นๆถามคำถามว่าคนไหนกันรังควาน มันตอบว่า “ไม่มีผู้ใด” เนื่องจากว่าเข้าใจว่านี่เป็นชื่อของโอดิสซีอุส ยักษ์ตนอื่นก็เลยจากไปอย่างงุนงง แล้วต่อมาพวกเขาก็สามารถทำการหลบหนีออกจากบ้านได้อย่างง่ายดาย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  ทางเข้า UFABET ภาษาไทย

สมัยคริสเตียนและการพัฒนางานศิลปะ 

    ศาสนาในงานศิลปะยุคสมัยที่มนุษย์ มีการอยู่ร่วมกับศาสนาและสิ่งต่างๆมากมายทั้งในรูปแบบต่างๆของยุคสมัยคริสเตียนเป็นยุคที่มีความโดดเด่นอย่างยิ่ง หากพูดถึงการอยู่อาศัยบนโลกคงจะเป็นจะต้องมีการพูดถึงปัจจัย 4 อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค และยังคงมีความจำเป็นอีกหนึ่งอย่างที่อยู่บนโลกใบนี้อยู่กับมนุษย์มาเป็นระยะเวลานาน งั้นก็คือยุค คริสเตียนได้นำมาใช้ด้วยความกลัว ความกลัวต่อภัยอันตรายต่างๆ

ถึงแม้จะเป็นครอบครัวแต่ความตาย รูปแบบของเสียเหล่านี้เองจึงทำให้ศาสนาคริสต์นำรูปแบบของงานศิลปะมาถ่ายทอดไม่ว่าจะเป็นรูปทรง รูปร่าง งานประติมากรรมนูนต่ำ หรือ Messenger เป็นภาพวาดภาพเขียนตามในรูปแบบต่างๆเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงวิวัฒนาการของมนุษย์มากมายซึ่งความหวาดกลัวต่อสินะตอนนี้ต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งที่อยู่อาศัยหรือความกลัวในการแสวงหาศาสนามากมาย ยุคกลางคริสต์ศาสนาและยุคกลาง

ซึ่งเป็นยุคเฟื่องฟู ผลงานศิลปะทั้งหมดสามารถแบ่งได้อย่างชัดเจนว่ามนุษย์ในยุคนั้นมีวิวัฒนาการไปสู่รูปแบบต่างๆของศิลปะ ผู้คนในแต่ละช่วงวัยมีลักษณะสิ่งอำนวยความสะดวกวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันรูปแบบการทำงานจึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง สิ่งนี้จะพัฒนาและเปลี่ยนแปลงบทบาทของงานศิลปะต่างๆ ได้สะท้อนถึงรูปแบบของผู้คนทั้งความคิดและความควรต่อสิ่งต่างๆการปฏิบัติกำลังกายจึงมีความเติบโตอย่างยิ่งโดยเฉพาะความเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้าที่ถูกสะท้อนให้เห็นถึงเรื่องราวต่างๆรวมถึงวรรณกรรมหรือวรรณคดีต่างๆมากมาย

หรือนิยายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของความเชื่อของเทพเจ้ากรีกเทพเจ้าโรมันที่มีความเสื่อมลงและศาสนาต่างๆเหล่านี้เข้ามาสู่ความเชื่อของพระเยซูมากยิ่งขึ้น รูปแบบการสะท้อนผลงานต่างๆหรือไม่ใช่เป็นการตกแต่งทางศาสนาต่างๆในสถานที่ต่างๆทางด้านความสำคัญทางศาสนา นอกจากนี้งานประติมากรรมของศิลปะคริสเตียนจะมีการเติบโตอย่างมากโดยเฉพาะที่มีการใส่ความเชื่อให้มนุษย์ว่ามนุษย์มีความทุกข์ ความกลัว และสิ่งต่างๆที่เกี่ยวกับเจ้าจะช่วยพวกเขาเหล่านั้นหลุดพ้นจากสิ่งเหล่านี้จึงเป็นสะท้อนถึงเรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวกับศาสนาและความเชื่อต่างๆมากมาย 

แต่ปัจจุบันเราเห็นการใช้งานศิลปะในรูปแบบต่างๆที่มีความหลากหลายและพัฒนาไปอย่างมาก สร้างประติมากรรมที่แสดงถึงความเชื่อของผู้คนที่แตกต่างกันสะท้อนให้เห็นถึงการตกแต่งอุปกรณ์สถานที่และความจริงที่ว่ามนุษย์มีสิ่งที่แนบมากับจิตใจค่อนข้างแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเทพเจ้าของศาสนาต่าง ๆ

หรือแม้กระทั่งเป็นโครงสร้างของคนที่มีชีวิต จึงเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีความสำคัญมากนะที่นิยมปัจจุบันมนุษย์มีกันเข้าหาพระเจ้าอย่างมากและสิ่งต่างๆเหล่านี้เองเป็นโครงสร้างที่มีความสำคัญอย่างยิ่งที่มนุษย์มีความกลัวต่อสิ่งนั้นต่างๆทำให้งานศิลปะในยุคคริสเตียนและงานศิลปะในยุคต่างๆเหล่านั้นที่ใช้ความกลัวเกี่ยวกับพระเจ้าเข้ามาให้มนุษย์มีการเติบโตอย่างมากไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทอดถึงรูปแบบทางความเชื่อต่างๆมากมาย 

 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย.  ทางเข้า UFABET ภาษาไทย

Titanoboaยังหลงเหลือมีชีวิตอยู่บนโลกของเราอยู่หรือไม่?

ซึ่งได้มีทหารชาวเบลเยียมคนหนึ่งที่มีชื่อว่า REMYVAN LIERDENโดยเขาได้อ้างว่าเขานั้นได้ทำการถถ่ายรูปภาพของTitanoboaได้ในขณะที่พวกเขานั้นกำลังจะบินเฮลิคอปเตอร์ขึ้นบนฟ้าเพื่อที่เขานั้นกำลังจะหนีเจ้างูยักษ์ตัวนี้อยู่และรูปภาพนั้นเป็นเพียงภาพเดียวที่ได้ยืนยันได้เลยว่าการมีอยู่ของTitanoboaและเป็นครั้งเดียวที่ได้มีการพบเจองูยักษ์ในป่าดงดิบตัวนั้นก่อนที่จะไม่มีใครพบเจองูตัวนั้นอีกเลย

โดยตรงนี้มันอาจจะเป็นข้อมูลที่ได้มีการค้นพบเจองูยักษ์Titanoboaก็เป็นได้ที่เราได้มองเห็นว่ามันน่าจะมีความเป็นไปได้มากที่สุดและมันเป็นเพียงข้อมูลเดียวที่มีภาพถ่ายยืนยันเป็นหลักฐานนั่นเองและตรงนี้เราเชื่อว่าหลายๆคนก็คงจะตั้งคำถามขึ้นมาทันทีหลังจากที่เราเอาหลักฐานตรงนี้ขึ้นมาให้ทุกคนได้ดูกันนั้นก็คือ

ดังนั้นเราได้คิดว่าเจ้างูTitanoboaมันยังมีชีวิตจริงๆอยู่บนโลกใบนี้และมันยังคงได้อาศัยอยู่บนโลกใบนี้หรือเปล่าถ้าหากว่าจะเอาตามมความรู้สึกของเราและเราจะไม่ขอตอบว่า50/50เหมือนก่อนเราคิดว่ามันน่าจะยังมีตัวตนและมันน่าจะยังมีชีวิตอยู่บนโลกแต่มันอาจจะไม่มีขนาดที่ใหญ่เทียบเท่ากับTITANOBOAเมื่อ60ล้านปีที่แล้วแต่มันน่าจะเป็นรุ่นลูกรุ่นหลานTitanoboaที่มีขนาดย่อลงมาคิดว่ามันน่าจะมีขนาดอยู่ที่5-10เมตรนั่นเอง

นอกจากนี้ในมุมมองส่วนตัวของเราเราต้องขอบอกก่อนเลยว่าเราได้มองว่าสัตว์ในยุคดึกดำบรรพ์มันไม่น่าจะมีเพียงชนิดเดียวอย่างTitanoboaที่มันน่าจะมีชีวิตและอาศัยอยู่และมันยังคงสภาพร่างกายของมันให้ได้ใกล้เคียงกับยุคในอดีตให้ได้มากที่สุดอยู่เพียงแค่ชนิดเราเชื่อว่ามันน่าจะมีสัตว์อีกหลายสายพันธุ์ที่เขานั้นน่าจะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ไม่ว่าจะเป็นทั้งฉลามยักษ์เนสซีหรือว่าจะเป้นสัตว์ในยุคโบราณอื่นๆอย่างจระเข้ยักษ์แบบนี้

เพราะฉะนั้นแล้วเราเชื่อว่ามันน่าจะยังมีอยู่วแต่ว่าขนาดตัวของพวกมันอาจจะไม่ได้มีขนาดใหญ่เท่ากับขนาดบรรพบุรุษของพวกเขาขนาดตัวของพวกเขาอาจจะย่อลงมาแต่มันก็ไม่ได้ย่อเล็กเหมือนงูในยุคปัจจุบันที่เป็นอย่างจรเข้หรืองูทั่วไปที่เราอยู่แต่อาจจะมีขนาดใหญ่กว่าสัตว์เหล่านี้สองเท่าหรือสามเท่าและสัตว์เหล่านั้นในมุมมองของเรา

ซึ่งเราคิดว่าเขาอาจจะต้องการความเป็นอยู่ที่สงบเขาอาจจะต้องการพื้นที่ที่ใหญ่กว่าสัตว์โดยทั่วไปเลยทำให้พวกเราอาจจะพบเห็นเขาได้น้อยมากและอาจจจะมีการพบเห็นได้ในบางครั้ง

 

 

สนับสนุนโดย.    ทางเข้า ufabet ภาษาไทย