ประเพณีรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่

เป็นประพณีที่สืบสานกันมานานซึ่งจะทำกันในเนื่องของวันสงกรานต์เสมอ  คือการที่เรารดน้ำขอพรผู้ใหญ่ในบ้านที่เรานั้นนับถือเป็นพิธีที่เรานั้นรู้กันอยู่แล้วว่าการที่เราทำแบบนี้นกันทุกปีอยู่แล้ว  ในน้ำนั้นเราจะมี  น้ำที่หอม ที่เราใส่น้ำอบหรือว่าดอกมะลิจากนั้นเราก็เอามารดมือและเท้าของพ่อแม่เราหรือว่าคนที่เรานั้นนับถือ  และก็เป็นพิธีที่เราคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของในครอบครัวหลายคนที่ไม่รู้เกี่ยวกับการรดน้ำดำหัวนั้น วันนี้เว็บ  Gclub ผ่านเว็บ  ของเราจะมาบอกให้รู้ว่าในพิธีนั้นมีอะไรบ้าง

  • ทำไมต้องรดน้ำดำหัว  การที่เรารดน้ำดำหัวนั้นคือการที่เรานั้นของขมาผู้ใหญ่ที่เราเคยไปทำสิ่งไม่ดีเอ่าไว้  การที่รดน้ำมีมาตั้งแต่โบราณ  คือการที่เราเอาน้ำที่เราเตรียมเอาไว้นั้นไม่รดที่มือเพื่อที่จะขอขมาและก็เป้นการที่ผู้ใหญ่ให้พรแก่เราและเป็นการที่เราขอพรเอาสิ่งที่ไม่ดีนั้นเอาออกจากตัวของเราไป  และก็กลายมาเป็นประเพณีที่ทำกันทุกภาค  และเป็นสิ่งที่เรารับแต่สิ่งดีๆ 
  • มีความหมายอยู่ในประเพณี การที่เรารดน้ำดำหัวไม่ใช่เป็นเพียงการที่เราชำระสิ่งที่ไม่ดีออกไปเพียงเท่านั้นยังเป็นสิ่งดีๆอยู่ในนี้นั้นก็คือการที่เราได้รู้จักการเครารพผู้ใหญ่ที่เรานับถือ  และแสดงความรักต่อพ่อแม่ของเราด้วย  และเป็นการที่เราขอโทษที่เราทำสิ่งไม่ดีหรือว่าการที่เราล่วงเกินไป  ไม่ว่าจะเป็นกาย  วาจา  ใจ  หรือว่าจะเป็นต่อหน้าหรือว่าลับหลัง  รวมเป็นสิ่งที่ดีเพื่อที่จะขอโทษและขอพรให้เรามีแต่สิ่งดีเข้ามา 
  • คุณค่าระหว่างวัย  ซึ่งเป็น อีกหนึ่งอย่างที่เราจะได้รู้คือการที่เราจะได้รวมญาติกันเพราะว่าเดี่ยวนี้การที่เราจะได้รวมตัวกันในครอบครัวคือการที่เราได้มาเจอกันในวันสงกรานต์ เพราะว่าคนส่วนใหญ่จะกลับบ้านกันจึงทำให้ลูกหลานหรือว่าพี่น้องมาเจอกัน  และจะทำให้เด็กนั้นรู้จักการนอบน้อมถ่อมตัวต่อผู้ใหญ่ เพราะว่าได้มีผลวิจัยออกมาว่าการที่เราให้เด็กและคนแก่นั้นได้เจอกันจะทำให้เด็กรู้จักนอบน้อมด้วย  และการที่เด็กนั้นสามารถที่จะช่วยในการเตรียมอุปกรณ์ในการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่นั้นอีกด้วยและเด็กสามารถที่จะมีส่วนร่วมได้อีก  

แห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี

เทียนพรรษา

เทียนพรรษา คือเทียนที่ชาวบ้านได้รวมใจกันสร้างขึ้น เพื่อนำมาถวายวัดในช่วงเทศการเข้าพรรษา จึงมีมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อให้ทางวัดได้จุดเทียนตั้งแต่ เริ่มเข้าพรรษาจนถึงออกพรรษา และมีการให้ความสำคัญแก่เทศกาลเข้าพรรษามากบางจังหวัดจึงจัดให้มางานใหญ่โต ในการแห่เทียนเข้าพรรษานี้ อย่างเช่น จังหวัดทางภาคอีสานของไทยได้จัดให้มีขบวนแห่ใหญ่โต เป็นที่น่าสนใจของชาวต่างชาติเมื่อถึงเทศกาลเข้าพรรษา และในจังหวัดอุบลนี้ให้ความสำคัญกับเทศกาลนี้มาก เมื่อในสมัยก่อนที่จังหวัดอุบลได้มีการแห่บั้งไฟ และบั้งไฟได้ตกมาถูกผู้คนตาย ทางจังหวัดเลยให้มีการแห่เทียนเข้าพรรษานี้มาแทนที่

ตกแต่งเทียนพรรษา

ปัจจุบันได้จัดให้มีการประกวดเทียนพรรษา ผู้ที่จะส่งเทียนเข้าประกวดจึงได้คิดวิธีตกแต่งเทียนพรรษาของตัวเองอย่างสวยงาม อย่างการปั้นเทียนโดยการเอาเทียนไปโดนความร้อนให้เทียนนิ่มขึ้น แล้วจะทำให้การปั้นนั้นง่ายขึ้นไปด้วย บางที่ก็มีการนำเอาส่วนประกอบหลายๆชิ้นมาประกอบเป็นเรื่องราว เล่าประวัติความเป็นมาในพุทธสาสนาในขบวนแห่นี้ด้วย บางคนอาจจะแกะสลักเทียนเป็นรูปต่างๆ และเป็นการโชว์ฝีมือในการแกะสลักนั้นด้วย

ขบวนแห่เทียนเข้าพรรษา 

ในสมัยก่อนขบวนอาจไม่ใหญ่โตเหมือนปัจจุบัน และใช้แค่วัว ควาย ม้า หรือเกวียนในการแห่เทียนเข้าพรรษา และไม่มีการประกวดทำเทียนเข้าพรรษาเลย แต่จากคำร่ำลือของชาวบ้านว่า ของวัดนั้นสวย วัดนี้ก็สวย จึงเกิดให้มีการประกวดขึ้นแต่นั้นมา มาถึงยุคปัจจุบันการทำเทียนเข้าพรรษาได้มีการพัฒนาและสร้างสันขึ้น ทำให้เกิดเทียนเป็นรูปทรงต่างๆมากมาย ในขบวนแห่จะมี การแสดงของชาวบ้านแบบดนตรีพื้นเมือง หรือท้องถิ่นนั้นๆ ซึ่งจะมีขบวนรำนำหน้าขบวนแห่ ที่แต่งกายสวยงาม  และ ตามด้วยขบวนรถที่ตกแต่งเทียนเข้าพรรษา ซึ่งมาจากวัดต่างๆมากมาย ที่ให้ความสนใจเข้ามาร่วมประกวดเทียนพรรษานี้ด้วย และจะมีนางเทียนที่มีความสวยความงามขึ้นร่วมขบวนแห่นี้ด้วย และจะทำการแห่รอบเมืองเพื่อให้ประชาชนได้เห็นความงดงามของขบวนแห่เทียนเข้าพรรษา และจะมีการแห่รอบโบสถ์สามรอบ ก่อนจะนำเทียนถวายแก่ให้พระสงฆ์

การจัดงานแห่เทียนเข้าพรรษาของจังอุบลราชธานีนี้ ได้ทำมาต่อเนื่องหลายปีและเป็นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ต่างให้ความสนใจ และอยากจะมาเที่ยวดูเทศกาลแห่เทียนนี้ เพราะความงามของงเทียนพรรษาไม่มีที่ใดเหมือน และยังช่วยให้เกิดความสามัคคีให้แก่คนในหมู่บ้านนั้นๆ เพราะการหล่อเทียนเข้าพรรษาจะต้องได้รับความมือ ร่วมแรงร่วมใจในการทำ จึงจะประสพผลสำเร็จ

 

สนับสนุนโดย  เล่นบาคาร่าให้ได้เงิน

4 ประเพณีสำหรับทางภาคอีสาน

ประเพณีไหลเรือไฟของชาวอีสาน   

ซึ่งได้จัดขึ้นในส่วนเทศกาลออกพรรษาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบูชาแม่น้ำโขงและพญานาคนอกจากนี้ประเพณีไหลเรือไฟยังจัดขึ้นเพื่อขอขมาลาโทษที่ได้ทิ้งสิ่งของสกปรกลงไปในแม่น้ำลำครองและเป็นการเผาไฟเพื่อเป็นการเอาความทุกข์ไหลไปกับสายน้ำเรือไฟหมายถึงเรือที่ทำมาจากต้นกล้วยไม้ไผ่หรือวัสดุที่สามารถลอยน้ำได้เพื่อนำมาจัดเป็นรูปโครสร้างตามรูปต่างๆจากนั้นเมื่อนำเรือลงไปในแม่นำแล้วได้ทำการจุดไฟจากนั้นไฟก็จะลุยไปตามลวดลายต่างๆที่ได้จัดเอาไว้ด้านบนเรือจึงเกิดเป็นรูปต่างๆตามมา ซึ่งปัจจุบันนี้ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ได้เข้ากับเหตุการณ์และยังมีการเล่นพลุเพื่อการยิ่งใหญ่และตะการตาอีกด้วย

ประเพณีผีตาโขน

เป็นประเพณีที่ชาวด่านซ้ายจังหวัดเลยซึ่งได้ถือปฏิบัติกันมาอย่างยาวนานสำหรับผู้ที่ได้สวมบทบาทเล่นเป็นผีตาโขนนั้นจะต้องสวมหน้ากากที่หน้าเกลียดและหน้ากลัวซึ่งหน้ากากผีเหล่านี้ได้ทำมาจากวัสดุหวดนิ่งข้าวเหนียวแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่มีสีสีนสดใสและออกเดินร่วมขบวนไปกับขบวนแห่งานบุญหลวงซึ่งจะจัดรวมไปพร้อมกับงานบุญหลวงที่ตั้งอยู่วัดโพธิชัย อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ซึ่งถือได้ว่าในด้านประเพณีผีตาโขนนี้เป็นการเล่นเพื่อบวงสรวงบูชาด้วยวิญญาณบรรพชนเนื่องจากว่าชาวด่านซ้ายเชื่อกันว่าบรรพชนที่ได้เสียชีวิตไปแล้วจากกลายเปนสิ่งศักดิ์สิทธิ์สามารถดนบรรดานให้เกิดความอุดมสมบูรณ์หรือความหายนะกับบ้านเมืองได้เพื่อให้เป็นที่พอใจต่อดวงวิญญาณ

ประเพณีบุญบั้งไฟ 

เป็นอีกประเพณีหนึ่งของทางภาคอีสานโดยมีตำนานมาจากนิทานพื้นบ้านของภาคอีสาน เรื่องพญาคันคาก และเรื่อง ผาแดงนางไอ่ ซึ่งในนิทานพื้นบ้านดังกล่าวได้กล่าวถึงการที่ชาวบ้านได้จัดงานบุญบั้งไฟขึ้นเพื่อเป็นการบูชาพญาแสนซึ่งชาวบ้านมีความเชื่อว่าพญาแสนมีหน้าที่คอยดูแลให้ฝนตกอย่างถูกต้องตามฤดูกาลและมีความชื่นชอบไฟเป็นอย่างมากหากหมู่บ้านใดไม่จัดงานบูญบั้งไฟขึ้นเพื่อเป็นการบูชาฝนก็จะไม่ตกตามฤดูกาลอาจจะทำให้เกิดเรื่องร้ายกับหมู่บ้านได้ช่วงเวลาของงานบุญประเพณีบุญบั้งไฟคือ เดือน6หรือเดือนพฤษภาคมของทุกปี

ประเพณีแห่งเทียนพรรษา

สำหรับงานแห่งเทียนพรรษานั้นจัดขึ้นก่อนวันเข้าพรรษาวันแรม1ค้ำเดือน8ของทุกปีทุกคนชาวไทยจะเข้าวันทวายเทียนพรรษาตามวัดต่างๆถึงแม้การทวายเทียนจะถูกปรับเปลี่ยนให้มีความเหมาะสมต่อเหตุการณ์เป็นทวายหลอดไฟแต่อย่างไรเทียนพรรษาก็ยังคู่กับสังคมไทยในประเพณีเทียนพรรษาเช่นเคย

 

 

ขอขอบคุณเรื่องราวดีๆจาก ทดลองเล่นบาคาร่าฟรี

ตำนานเรื่องราวของจีน

ตำนานประเพณีของจีน

ประเพณีตรุษจีนนั้นก็คือประเพณีฉลองปีใหม่ในแบบโบราณของจีนนั้นเองประเพณีตรุษจีนนั้นจะเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยไหนต่อไหนๆซึ่งมันก็ยังไม่พบหลักฐานที่แน่นอนแต่ก็เข้าใจกันว่าหน้าจะมีมาตั้งแต่ครั้งเมื่อเริ่มใช้ปฏิทินในสมัยราชวงศ์เซี่ยเมื่อเวลา4000ปีที่แล้วในหนังสือวัฒนธรรมจีนจดหมายเหตุสมัยชุนชิวเมื่อ2700ปีก็ได้มีการกล่าวถึงเรืองตรุษจีนแล้วก็มีหนังสืออยู่แล่มหนึ่งที่กล่าวถึงประเพณีของจีนหลายร้อยปีมาแล้วเขียนเอาไว้ว่าในนครเชียงอานตอนเช้าวันปีใหม่มีหญิงสาวแต่งตัวสวยงามถือดอกไม้ที่เรียกว่าดอกไม้รับปีใหม่หรือว่าดอกไม้ตรุษจีนบรรดาหญิงสาวเหล่านี้จะต้องนำไหมสีต่างๆเอาไปผูกไว้ตามกิ่งต้นไม้เพื่อแสดงให้เห็นว่าตัวยังเป็นสาวและก็ต้อนรับวันขึ้นปีใหม่ไปด้วยในวันสุดท้ายของงานก็จะมีการเลี้ยงกันอย่างสนุกสนาน  

มีนิยายของจีนเล่าไว้ดังนี้ว่า 

ในสมัยหนึ่งนานมาแล้วเทพเจ้าองค์หนึ่งก็ได้บอกกับมนุษย์ทั้หลายว่าในวันนั้นจะเกิดความหายนะทุกสิ่งในโลกจะถูกทำลายและหลังจากนั้นสิ่งทั้งหลายก็จะถูกสร้างขึ้นใหม่คำบอกเล่าของเทวดาทำให้มนุษย์นั้นพากันตกใจกลัวเสร็จแล้วก็พากันคิดได้ว่าไหนๆก็จะตายจากกันแล้วก็คงกินเลียงกันใหญ่เพื่อเป็นการล่ําลากันให้สนุกสักครั้งหนึ่งมนุษย์ทั้งหลายต่างก็พากันกินร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนานกันตลอดทั้งคืนพอถึงรุ่งเช้าซึ่งใครๆก็คิดว่าเป็นโอกาศสุดท้ายที่จะมีชีวิตอยู่ในโลกแต่ว่าทุกอย่างก็ยังอยู่ในความสงบยังมีอะไรเกิดขึ้นทั้งนี้เทพเจ้าอาจจะเปลี่ยนแผนยังไม่ให้เหตุการนั้นเกิดขึ้นก็ทำให้มนุษย์ต่างพากันดีใจกินเลี้ยงกันอีกวันหนึ่งตามนิยายที่เล่ามานี้เขาว่าเป็นต้นเรื่องของประเพณีวันขึ้นปีใหม่

ซึ่งหากจะพิจารณาถึงเนื้อหาที่แท้จริงก็หน้าจะเป็นว่าการที่เราได้มีชีวิตผ่านพ้นมาอีกปีหนึ่งโดยที่ไม่มีอันตรายอะไรเกิดขึ้นก็หน้าจะเป็นที่หน้าพอใจจึงได้มีการแสดงความยิ่งดีต่อกันซึ่งเป็นความจริงที่หน้าจะถูงต้องเพราะฉะนั้นตามประเพณีขึ้นปีใหม่ของจีนเมื่อไหว้เจ้าเสร็จแล้วก็ได้มีการดื่มสุราไล่ความไม่ดีต่างนั้นให้ออกไปจากตัวแต่ถ้าหากว่าดื่มกันมากไปนั้นก็จะเกิดความไม่ดีเข้าตัวให้พอดื่มเหล้าจากนั้นก็ได้เลี้ยงข้าวปลาอาหารกินกันอย่างสนุกสนานพยายามทำตัวให้สดชื่นเอาไว้หรือว่าแต่กายด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่ประเพณีวันขึ้นปีใหม่จะมีธรรมเนียมที่ถือเหมือนๆกัน

อย่างหนึ่งก็คือนั้นคือถือเรื่องมงคลตามประเพณีของจีนนั้นเขาจะติดรูปเท พารักษ์กราบกลอนเอาไว้ที่ประตูบ้นทั้งซ้ายและขาว

 

งานบั้งไฟจังหวัดหนองคาย

งานบุญประเพณีบั้งไฟพญานาคที่จังหวัดหนองคาย

และนี่เป็นอีกหนึ่งของความเชื่อที่เกี่ยวกับพญานาคซึ่งอยู่คู่กันมากับวิถีชีวิตและคนทั่งสองฝั่งโขงมาอย่างช้านานและความศรัทธาอีกมากมายของเหล่าชาวบ้านและผู้คนแถวนั้นและได้ผลักดันทำให้เกิดวัฒนธรรมของความเชื่อ ที่หล่อหลอมผู้คนต่างให้เป็นหนึ่งเดียวกันซึ่งในทุกๆปีนั้นจะมีเทศกาลไหลหรือเรือไฟและจับตาชมบั้งไฟพญานาคที่ อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ที่มีการจัดงานประจำปีอย่างยิ่งใหญ่เพื่อให้นักท่องเที่ยวสนใจทั้งคนไทยและต่างประเทศเพื่อให้มาชมงานกันอย่างครึกครื้นซึ่งเป็นจังหวัดที่มีเทศกาลและมีชื่อเสียงทั้งในประเทศและต่างประเทศอีกด้วย

ซึ่งยังมีนักข่าวที่มาจากทั่วโลกเพื่อมาทำข่าวเกี่ยวปรากฏการณ์แห่งธรรมชาติแห่งนี้

เนื่องจากมีการเกิดบั้งไฟพญานาคและเป็นตำนานของความเชื่อของคนจังหวัดหนองคายซึ่งว่ากันว่าบริเวณแม่น้ำโขงแห่งนี้เป็นเมืองบาดาลเก่าที่มีพญานาคอาศัยอยู่ซึ่งเดิมทียังมีประวัติพญานาคซึ่งปรากฏอยู่ในพระไตรปิฏก และเป็นหนังสือที่รวมหลักธรรมคำและคำสอนของพระพุทธองค์เอาไว้แล้วยังรวมไปถึงประวัติของพระพุทธองค์ซึ่งเดิมทีพระพญานาคนั้นจะมีนิสัยดุร้ายมากและจึงมีเรื่องที่เล่าขานกันว่าเมื่อครั้งอดีตกาลพระพุทธองค์

ซึ่งได้ลงมาเพื่อโปรดสัตว์เพื่อให้พญานาคนั้นได้ฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าจนทำให้เกิดความเลื่อมใสและศรัทธาก็เลยคิดที่อยากจะขอออกบวชแล้วยังได้แปลงกลายเป็นคนเพื่อที่จะมาบวชแต่ก็ไม่สามารถออกบวชได้และเนื่องจากนาคนั้นเป็นสัตว์เดรัจฉานพญานาคก็ปาวรณาตนว่าเป็นพุทธมามะกะและเมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้านั้นเสด็จขึ้นไปโปรดธรรมให้แก่

พระมารดาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จนครบ 1 พรรษาแล้วจึงเสด็จกลับลงมายังที่โลกมนุษย์ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 และเมื่อพญานาคนั้นได้รับรู้ถึงการกลับมาของพระพุทธองค์แล้วจึงบังเกิดให้บั้งไฟนั้นขึ้นมาซึ่งมีดวงไฟขนาดเล็กสีส้มอมเหลือง อมแดงซึ่งไม่มีเสียงและกลิ่นจะปรากฏขึ้นผิวน้ำตั้งแต่ 1-30 เมตรและจะพุ่งขึ้นสูงถึง 50-150 เมตรซึ่งจะปรากฏให้เห็นเพียง 5-10 วินาทีเท่านั้น

ซึ่งเป็นคำบอกเล่าจากคนในพื้นนั้นที่พบเห็นได้บ่อยครั้งและบั้งไฟพญานาคนั้นก็เริ่มมีจำนวนลดน้อยลงเรื่อยๆซึ่งทุกๆอย่างก็ย่อมมีหลายๆปัจจัยเข้ามาประกอบกันไม่ว่าจะเป็นทางด้านระบบนิเวศ อีทั้งเงื่อนไขของเวลาดินฟ้าแล้วกับอากาศที่แปรปรวนและที่เปลี่ยนไปตามระดับในแม่น้ำโขงก็รวมไปถึงสภาวะโลกร้อนด้วยซึ่งทั้งหมดนั้นก็ล้วนมีผลต่อจำนวนของบั้งไฟพญานาคด้วยเช่นกัน

แล้วถ้าสำหรับท่านใดที่อยากจะลองออกไปสัมผัสอากาศแห่งความรื่นรมย์ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีและก็ไม่รู้ว่าในอนาคตเจ้าลูก “บั้งไฟพญานาค” นั้นมันจะยังมีให้เราได้เห็นอีกหรือป่าวหรือวัฒนธรรมเหล่านี้อาจจะหายไปตามกาลเวลา  

 

ประเพณีให้ทานไฟ

      ประเทศไทยของเรานั้นนอกจากได้ชื่อว่าเป็นสยามเมืองยิ้มแล้ว

ยังถือว่าเป็นประเทศหนึ่งที่นักท่องเที่ยวมากมายหลากหลายสัญชาติให้ความสนใจแวะเวียนมาเที่ยวอยู่เป็นประจำไม่อย่างขาดสาย เหตุผลหลักๆที่ทำให้เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าประเทศไทยของเราเป็นประเทศที่มีประเพณีที่หลากหลายและเป็นที่น่าสนใจ จนทำให้ทั้งนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศต่างอยากที่จะเดินทางมาดูประเพณีต่างๆนั้นด้วยตัวเอง

แต่ด้วยความที่ประเทศของเรานั้นมีการแบ่งภูมิภาคอย่างชัดเจนก็ยิ่งทำให้ประเพณีต่างๆนั้นแตกต่างกันออกไปในแต่ละภูมิภาค จึงทำให้หลายคนอาจจะไม่ได้รู้จักประเพณีทั้งหมดในประเทศไทย เราจึงอยากจะมาแนะนำประเพณีที่น่าสนใจอย่าง “ประเพณีให้ทานไฟ” ให้ทุกคนได้รู้จัก

       “ประเพณีให้ทานไฟ” เป็นประเพณีของทางภาคใต้

โดยประเพณีนี้ได้มีการปฏิบัติสืบทอดต่อกันมาเป็นระยะเวลาอย่างยาวนาน โดยที่ชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชนั้นได้จัดให้เป็นประเพณีต้นแบบเฉพาะของพุทธศาสนิกชน สิ่งที่ชาวบ้านทำในประเพณีนี้คือพุทธศาสนิกชนจะพากันนำเอาไม้ฟืนมากองขึ้นเพื่อก่อเป็นกองไฟเพื่อเป็นสิ่งที่ให้ความอบอุ่นแก่พระสงฆ์ได้ มีการร่วมกันปรุงอาหารร้อนหลากลายชนิดทั้งอาหารคาว และอาหารหวาน

ซึ่งส่วนใหญ่แล้วล้วนจะเป็นอาหารพื้นบ้านประจำท้องถิ่น

ที่พบเห็นได้มากในประเพณีก็จะเป็น ขนมจาก ขนมพิมพ์ ขนมโค ขนมครก ข้าวเหนียวกวนทอด ข้าวต้ม ข้าวผัด ข้าวยำ ผัดหมี่ ขนมปังปิ้ง ปาท่องโก๋ รวมไปถึงชา กาแฟก็ด้วยเช่นกัน จากนั้นก็จะมีการนำไปถวายแด่พระสงฆ์สามเณร เมื่อมีการฉันเสร็จแล้วอาหารที่เหลือจากที่พระสงฆ์สามเณรฉันก็จะถูกนำเอามาแบ่งปันแจกจ่ายให้กับญาติโยมพุทธศาสนิกชนผู้ที่เดินทางมาร่วมงานให้ได้นำไปรับประทานร่วมกัน ประเพณีนี้ถือได้ว่าเป็นการแสดงออกถึงความมีน้ำใจ รักใคร่สามัคคีกัน อีกทั้งยังเป็นการได้สืบทอดวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามร่วมกันนี้ให้ได้คงอยู่สืบไป

ซึ่งปัจจุบันในประเพณีนี้ยังมีการให้ญาติโยมพุทธศาสนิกชนได้ร่วมทำบุญกันตามกำลังศรัทธาอีกด้วย โดยที่ปัจจัยทั้งหมดที่มีการทำบุญมานั้นจะถูกนำไปถวายวัดทั้งหมดโดยที่ไม่ได้มีการหักค่าใช้จ่ายใดๆ จึงถือเป็นการแสดงถึงพลังน้ำใจและจิตศรัทธาซึ่งเป็นวิถีของพุทธศาสนิกชนโดยแท้จริง ทั้งนี้การทำบุญในประเพณีให้ทานไฟยังเป็นการทำบุญให้ทานครั้งแรกตั้งแต่ต้นปี

 

จึงเกิดเป็นความเชื่อว่าจะได้บุญกุศลใหญ่ตั้งแต่เริ่มต้นปี นอกจากนั้นแล้วพระสงฆ์ยังมีการสวดมนต์ให้ศีลแกเหล่าญาติโยมพุทธศาสนิกชนที่มาร่วมงานในวันนั้นด้วยแล้วจึงถือเป็นอันเสร็จสิ้นพิธี

        จะเห็นได้ว่าประเพณีเช่นนี้ที่เกิดขึ้นแล้วมีส่วนเกี่ยวข้องในทางพระพุทธศาสนานั้นถือเป็นประเพณีที่ได้รวบรวมให้ผู้คนชาวพุทธได้ออกมาแสดงถึงพลังจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา และได้ออกมาทำกิจกรรมร่วมกันให้เห็นถึงความรักความสามัคคีกันในเหล่าประชาชนก็ยิ่งคู่ควรยิ่งนักในการที่จะอนุรักษ์และสืบทอดประเพณีอันดีงามเช่นนี้ไว้ให้คนรุ่นหลังได้เห็นกัน

 

ขอขอบคุณบทความที่น่าสนใจเหล่านี้โดย แทงบอลออนไลน์ ฝากขั้นต่ำ 100