วัดศรีโคมคำ จังหวัดพะเยา 

      วัดศรีโคมคำ  สำหรับในบทความนี้เราจะพาไปรู้จักกับวัดเก่าแก่เป็นวัดที่ประชาชนเลื่อมใสศรัทธาให้ความเคารพนับถือและมักมาทำบุญที่วัดแห่งนี้กันอยู่เป็นประจำทุกเทศกาลงานบุญวัดแห่งนี้มีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ซึ่งถือได้ว่าเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดพะเยา

นอกจากนี้ยังได้ว่าเป็นพระพุทธรูปคู่มากันกับ อาณาจักรล้านนาเลยก็ว่าได้ด้วยพระพุทธรูปดังกล่าวนั้นมีขนาดหน้าตักที่กว้างถึง 16 เมตรด้วยกันในขณะที่ความสูงของพระพุทธรูปนั้นสูงมากถึง 18 เมตรเลยทีเดียวเรียกได้ว่าพระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปองค์ที่ใหญ่ที่สุดในล้านนาเป็นพระพุทธรูปศิลปะเชียงแสนซึ่งพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวนั้นก็คือพระเจ้าองค์หลวงหรือที่ชาวบ้านมักจะเรียกกันว่าพระเจ้าตนหลวงนั่นเอง 

          สำหรับพระพุทธรูปพระเจ้าตนหลวงนั้นประดิษฐานอยู่ภายในโบสถ์ของวัดศรีโคมคำหรือวัดพระเจ้าตนหลวงซึ่งวัดแห่งนี้นั้นว่ากันว่าถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยของพระเยาเมืองยี่เมืองพะเยา     โดยถูกระบุว่าการก่อสร้างวัดศรีโคมคำแห่งนี้นั้นน่าจะมีการสร้างขึ้นมาตั้งแต่ช่วงในประมาณปีพุทธศักราช 2534 ถึง 2067 

สำหรับวัดแห่งนี้นั้นเป็นวัดเก่าแก่และเป็นวัดศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเป็นวัดที่ประชาชนนั้นมักจะมาขอพรกลับพระเจ้าตนหลวงเนื่องจากว่ามีความเคารพศรัทธาเป็นอย่างมากและทุกครั้งที่ประชาชนมาขอพรมักจะสมหวังดังนั้นจึงมีผู้ศรัทธามาขอโชคลาภอยู่บ่อยครั้ง 

          สำหรับวัดแห่งนี้นั้นถูกสร้างขึ้นไว้เป็นวัดพระอารามหลวงเป็นวัดที่ใหญ่ร้านอีศิลปะก่อสร้างที่มีความงดงามหน่วยวัดถูกตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของตำบลเวียง   อำเภอเมือง   

               นอกจากความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูปและความสวยงามของวิหารหลวงแล้วพื้นที่บริเวณโดยรอบของวัดนั้นก็งดงามอย่างมากเช่นเดียวกันภายในวัดนั้นมีการขุดสระขนาดใหญ่เอาไว้ซึ่งบริเวณกลางสนามนั้นจะมีอุโบสถตั้งอยู่โดยทางวัดจะมีการสร้างระเบียงเชื่อมต่อระหว่างขอบสระไปยังวิหารหลวงที่อยู่กลางสระเพื่อที่จะให้ประชาชนนั้นได้เข้าไปเคารพสักการะกราบไหว้พระพุทธรูปและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในอุโบสถได้ซึ่งภายในนั้นก็จะมีพระพุทธรูปเยอะแยะมากมายเต็มไปหมดประดิษฐานเรียงรายกันอยู่ภายใน  

          นอกจากนี้ภายในอุโบสถนั้นยังได้มีการวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังเอาไว้ซึ่งภาพที่วาดเอาไว้นั้นมีตั้งแต่วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวล้านนารวมถึงยังมีเรื่องราวพุทธประวัติของพระพุทธเจ้า  ซึ่งศิลปินที่มาวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังเอาไว้นั้นมีมากมายหลายท่านนอกจากนี้ยังมีอาจารย์อังคารกัลยาณพงศ์

ซึ่งท่านนั้นนับได้ว่าเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงอย่างมากคนหนึ่งของไทยเพราะเป็นศิลปินแห่งชาติเลยทีเดียว  สำหรับเวลาที่เหมาะสมในการเข้าไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์ และเข้าไปเยี่ยมชมความสวยงามของวัดนั้นจะเป็นช่วงเวลา 6.30-18.00 น. ของทุกวัน

 

สนับสนุนโดย.    สมัคร Gclub

วัดเชียงมั่น จังหวัดเชียงใหม่ 

         วัดเชียงมั่น   ที่บริเวณถนน ราชภาคินัย  ซึ่งอยู่ตำบลศรีภูมิ   จังหวัดเชียงใหม่    มีวัดแห่งหนึ่งชื่อว่าวัดเชียงมั่นวัดแห่งนี้เป็นวัดที่มีความสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่อีกแห่งหนึ่งนอกเหนือจากวัดอื่นของจังหวัดเชียงใหม่วัดแห่งนี้มีความเก่าแก่และมีความสวยงามในจังหวัดเชียงใหม่นั้นมีวัดเก่าแก่เยอะแยะมากมายเต็มไปหมด

และวัดแห่งนี้ก็หนึ่งในวัดที่มีประวัติความเป็นมาอย่างยาวนานและมีความเก่าแก่โดยประวัติความเป็นมาของวัดเชียงมั่นแห่งนี้ว่ากันว่าถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยของพระยามังรายพระองค์นั้นสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นมาตั้งแต่ช่วงสมัย ปีพ.ศ. 1839 

 อย่างไรก็ตามประวัติความเป็นมาของวัดเชียงมั่นนั้นแต่เดิมที่นี่นั้นเคยเป็นพระตำหนักที่พญามังรายอาศัยอยู่ 

โดยพระตำหนักแห่งนี้นั้นชื่อว่าตำหนักเชียงมั่น   พญามังรายได้ทรงตัดสินพระทัยว่าพระองค์อยากจะยกน้ำหนักที่พระองค์อาศัยอยู่นี้ให้กลายเป็นสถานที่สำหรับในการสร้างวัดดังนั้นพระองค์จึงถวายตำหนักให้เป็นพระอารามหลังจากนั้นก็สั่งให้ทางช่างได้มีการสร้างต่อเติมส่วนอื่นๆเพิ่มขึ้นมา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้มีการสั่งให้สร้างเจดีย์ช้างล้อมรอบพระตำหนักเชียงมั่นเอาไว้   ซึ่งก็คือบริเวณที่พระองค์สร้างเป็นพื้นที่สำหรับเป็นหอประทับนั่นเองหลังจากนั้นก็ได้มีการตั้งชื่อว่าวัดเชียงมั่น 

สำหรับใครที่เดินทางไปที่วัดเชียงมั่นจะเห็นได้ว่าพื้นที่ภายในบริเวณวัดเชียงมั่นนั้นจะมีวิหารอยู่สองวิหารด้วยกันซึ่งวิหารแรกและเป็นวิหารขนาดใหญ่โดยวิหารขนาดใหญ่ในจะอยู่ด้านหน้าส่วนอีกวิหารหนึ่งจะมีขนาดเล็กกว่าอยู่ด้านในวิหารที่มีความเก่าแก่เป็นวิหารที่ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ในยุคสมัยแรกๆของการสร้างวัดเชียงมั่นนั้นจะเป็นวิหารขนาดเล็ก

ซึ่งวิหารแห่งนี้จะเรียกว่าวิหารจตุรมุขเดิม ภายในวิหารนั้นจะมีการนำพระพุทธรูปที่มีความเก่าแก่  สล็อต เว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์   และมีความสำคัญของชาวจังหวัดเชียงใหม่มาประดิษฐานอยู่  วิหารแห่งนี้นั้นจะได้รับการทำนุบำรุงจากเชื้อพระวงศ์ของชาวจังหวัดเชียงใหม่มาโดยตลอดโดยภายในวิหารนั้นจะมีการนำศิลาจารึกซึ่งมีการบันทึกเรื่องราวประวัติของวัดแห่งนี้ประวัติการสร้างเมืองเชียงใหม่เรียกได้ว่าประวัติศาสตร์ของจังหวัดเชียงใหม่จะถูกนำมาเก็บไว้ภายในวิหารเล็กแห่งนี้

           ส่วนวิหารด้านหน้าซึ่งเป็นวิหารขนาดใหญ่นั้นจะเป็นวิหารที่สร้างขึ้นมาใหม่  สำหรับภายในวิหารใหม่แห่งนี้นั้นด้านในก็จะมีการวาดภาพเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังเอาไว้ซึ่งจะมีการบอกเล่าเกี่ยวกับเรื่องของเมืองเชียงใหม่รวมถึงวัดของพระยามังรายนอกจากนี้ยังบอกเล่าเรื่องราวของการสร้างเมืองการสร้างเวียงกุมกามโดยผนังที่เขียนนั้นจะใช้เป็นสีทองบนพื้นสีแดงทำให้แลดูวิจิตรบรรจงมากเลยทีเดียว 

ปริศนาของคนในประวัติศาสตร์ 

Fulcanelli 

     ปริศนาของคนในประวัติศาสตร์   Fulcanelli  เป็นนามแฝงของนักวิทยาศาสตร์ที่มีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 19 ตลอดชีวิตของเขานั้นมีอยู่น้อยมากไม่มีใครรู้ว่าตัวจริงของเขานั้นเป็นใครตัวเขาได้ยังว่าเขาเป็นลูกศิษย์ของ  Basil Valentine นักเล่นแร่แปรธาตุแห่งศตวรรษที่ 15 ผลงานที่โดดเด่นของเขานั่นก็คือการเปลี่ยนตะกั่วให้กลายเป็นทองคำได้ในปี 1925 Fulcanelli  อ้างว่าประสบความสำเร็จในการแปรโลหะพื้นฐานให้เป็นทองคำด้วยแม็กนัม Opus หรือศิลาอาถรรพ์  

       Jacques Berier นักข่าวในเวลานั้นได้ถาม Fulcanelli  เกี่ยวกับศิลาอาถรรพ์และเขาก็ตอบว่าสิ่งที่สำคัญไม่ใช่การเปลี่ยนรูปของโลหะแต่เป็นของตัวผู้ทดลองเองเป็นความลับโบราณที่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ค้นพบในแต่ละศตวรรษและมีเพียงไม่กี่คนที่ทำสำเร็จ นอกจากนั้น Fulcanelli ยังเตือน  Jacques Berier  เกี่ยวกับการใช้อาวุธนิวเคลียร์ของมนุษย์ที่กำลังจะเกิดขึ้น   

    ซึ่ง Fulcanelli อ้าง ว่าอาวุธนิวเคลียร์เคยถูกใช้มาก่อนเมื่อนานมาแล้วบนโลกใบนี้   Fulcanelli  หายตัวไปหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และแม้จะมีความพยายามในการค้นหาเขาแต่ก็ล้มเหลวจนหมด   Eugene Canseliet  นักเรียนคนโปรดของเขาเผชิญหน้าครั้งสุดท้ายกับ Fulcanelli ในปี 1953 ที่ปราสาทบนภูเขาสูงในสเปนซึ่งเป็นเวลาหลายปีหลังจากการหายตัวของเขาเป็นการพบกันในช่วงสั้นๆและ Fulcanelli  ก็หายตัวไปอีกครั้งตลอดกาล 

 Green Children Of Woolpit 

       สำหรับเรื่องราวของ Green Children Of Woolpit นั้นเกิดขึ้น ในช่วงระหว่างคริสศตวรรษที่ 12 มีรายงานจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้จำนวนหนึ่งเปิดเผยว่าชาวบ้านของหมู่บ้านงูพิษในอังกฤษเป็นเด็กชายและเด็กหญิงคู่หนึ่งออกมาจากหลุมดักหมาป่าพวกเขามีผิวสีเขียวพูดภาษาที่ไม่รู้จักและแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่แปลกเรียกทั้งสองคนจึงต่อมาพบว่าเป็นพี่น้องกันถูกพาไปที่บ้านของเซอร์ริชาร์ด The ทานในช่วง 2-3 วันแรกที่พวกเขาอยู่ที่นั่นเด็กๆนั้นปฏิเสธที่จะกินทุกอย่างนอกจากถั่ว

           แต่เมื่อเวลาผ่านไปพวกเขาก็เริ่มคุ้นเคยกับอาหารหลายชนิดและผิวสีเขียวของเขาก็ค่อยๆจางลงจนกลายเป็นสีปกติต่อมาไม่นานเด็กชายก็ป่วยและเสียชีวิตลงแต่น้องสาวของเขานั้นรอดชีวิตมาได้ในที่สุดเธอก็เรียนภาษาอังกฤษและอธิบายว่าเธอมาจากดินแดนที่เรียกว่า Saint martin’s Island ดวงอาทิตย์ไม่เคยส่องแสงหลังจากการเปิดเผยนี้หรือชาติเดอะเครนก็ตั้งชื่อเด็กผู้หญิงที่ว่า magnet แต่ก็มีคนตั้งคำถามว่าเรื่องนี้นั้นเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์จริง หรือหรือเป็นแค่นิทานพื้นบ้าน 

    เนื่องจากเรื่องราวของทั้งสองคนในประวัติศาสตร์นั้น เป็นเพียงแค่เรื่องเล่าต่อต่อกันมาถึงแม้จะมีการระบุปี เอาไว้อย่างชัดเจน แต่ก็ไม่มีหลักฐานใดใด ที่จะสามารถกล่าวได้ว่าทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องจริงหรือเป็นเพียงเรื่องเล่าในตำนานเท่านั้น

 

สนับสนุนโดย.    ufabet ฝาก-ถอน เอง

The  Elizabeth Fry กับหน้าประวัติศาสตร์บนธนบัตร  5 ปอนด์ 

         บนธนบัตรฉบับละ  5 ปอนด์   จะมีภาพหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งเธอนามว่าอลิซาเบธ The  Elizabeth Fry เสื้อหญิงสาวคนนี้นั้นเป็นทั้งนักบุญและนักปฏิรูปเรือนจำชาวอังกฤษในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ฝ่ายเริ่มให้ความสนใจในเรื่องของความทุกข์ยากและการให้ความช่วยเหลือผู้ยากไร้เธอมีชื่อเสียงโด่งดังจากการให้ความช่วยเหลือ New Gate ด้วยการบริจาคเสื้อผ้าให้กับนักโทษหญิงในปี 1893

         และในหลายปีต่อมาก็เริ่มการปฏิรูปสตรีแห่งนี้อย่างจริงจังแต่ก่อตั้งโรงเรียนสำหรับเด็กที่ติดอยู่ในเรือนจำกับแม่และจะแจ้งให้ผู้คุมหญิงเป็นคนดูแลนักโทษฝ่ายมองว่าการศึกษาคือส่วนสำคัญดังนั้นเธอจึงริเริ่ม สอนงานฝีมือให้กับนักโทษเช่นงานเย็บปักถักร้อยเพื่อให้พวกเธอสามารถหาเลี้ยงชีพได้เมื่อถูกปล่อยตัว

      ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการจัดตั้งเตือน New Gate associations เพื่อให้สอนเรื่องศาสนาและให้คำปรึกษาแก่เหล่านักโทษด้วยซึ่งภาพเหตุการณ์เหล่านี้ได้ปรากฏอยู่ทางด้านซ้ายของธนบัตรในขณะที่ภาพเดียวของรายได้รับการจารึกด้วยฝีมือของแม่รีบมาทาเพียร์สันด้วยธนบัตร 5 ปอนด์ของอลิซาเบธรายได้อยู่ในระบบตั้งแต่ปี 2002 จนถึง 2016 

       สำหรับประวัติส่วนตัวของอลิซาเบสนั้นเธอมีข้อมูลประวัติที่เกิดมาจากครอบครัวเล็กๆครอบครัวหนึ่งโดยครอบครัวของเธอนั้นค่อนข้างมีฐานะดีโดยครอบครัวเธอนั้นเป็นครอบครัวที่อยู่ในประเทศอังกฤษในเมืองเนาะชีวิต  ชีวิตในวัยเยาว์ของอลิซาเบธนั้นเธอเป็นคนที่ขาดแม่เนื่องจากว่าแม่ของเธอนั้นตายตั้งแต่เธอยังเป็นเด็กแต่เธอก็ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากบุคคลในครอบครัวคนอื่นเป็นอย่างดี

      สิ่งที่ทำให้อลิซาเบธเข้าไปพัวพันกับศาสนารวมถึงการปฏิรูปในเรือนจำนั้นก็เพราะว่าครอบครัวของเธอให้การสนับสนุนและฝึกเธอให้นับถือและเชื่อในทางศาสนาที่สำคัญยังสอนให้เธอนั้นรู้จักโลกของความยากจนโดยครอบครัวของเธอมักจะพาเธอไปเยี่ยมคนจนหรือแม้แต่ผู้ป่วยที่มีฐานะยากจนที่โรงพยาบาลอยู่เป็นประจำ 

     อลิซาเบธใช้ชีวิตเหมือนกับผู้หญิงธรรมดาทั่วไปในก็คือเธอแต่งงานกับผู้ชายที่มีฐานะดีคนหนึ่งซึ่งก็คือโจเซฟไฟล์ซึ่งในขณะนั้นเป็นช่วงปีประมาณ ปี ค.ศ 1800 และพวกเขาก็มีลูกด้วยกันทั้งหมด 8 คนด้วยกัน  และเหตุการณ์ที่เธอเข้าไปพบภายในเรื่องของการปฏิบัติในเรือนจำก็เพราะว่าเธอมีโอกาสได้เดินทางเข้าไปเยี่ยมสุภาพสตรีกลุ่มหนึ่งซึ่งถูกคุมขังเอาไว้ในเรือนจำซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงปีพ.ศ.  2360  และนับตั้งแต่นั้นเรื่อยมาเธอก็มีโอกาสได้ไปคลุกคลีเยี่ยมและตรวจสภาพเรือนจำอยู่เสมอทำให้เธอนั้นได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำและเกิดการปฏิวัติเรือนจำขึ้นมานั่นเอง 

 

สนับสนุนโดย.    Ufabet เข้าสู่ระบบ

ตำนานโลกปัจจุบันที่ยังคงเป็นปริศนาอยู่หอกลองกินุส

ปริศนาอยู่หอกลองกินุส ซึ่งเวลาที่เราจะพูดถึงเรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆที่ทรงอิทฤธิ์เรื่องของตำนานเยอะแยะมากมายในหลายๆตำนานต้องขอบอกก่อนเลยว่าเป็นตำนานที่คนยุคหลังเขาแต่งเติมขึ้นมามีทั้งเรื่องจริงบ้างมีทั้งเรื่องจริงที่เขาได้แต่งเติมขึ้นมาให้มันมีความน่าเชื่อถือให้มันเป็นที่น่าขนลุกให้มันมีตำนานที่น่ากลัวบ้าง

โดยเราอยากจะบอกว่าเรื่องราวของเหล่านั้นมันได้มีอยู่เยอะแยะมากมายและเรื่องราวต่อไปนี้เราได้ไปค้นพามาให้ทุกคนได้อ่านกันแล้วที่มีความเก่าแก่และว่ากันว่ามีตำนานที่เป็นของจริงอยู่

ซึ่ง หอกลองกินุส  โดยเขาได้บอกว่าเป็นอาวุธของโบราณที่ทุกคนก็อาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วกับ หอกลองกินุส ที่เขาได้ว่ากันว่ามันได้เป็นหอกแห่งโชคชะตาหรือว่าเป็นหอกศักดิ์สิทธิ์และอีกความเชื่อหนึ่งของชาวคริสต์ก็คือเป็นหอกของพระคริสต์

นอกจากนี้ยังได้ถูกค้นพบว่าหอกเล่มนี้ได้ถูกใช้แทงเข้าไปในสีข้างของพระเยซูโดยนายทหารผู้หนึ่งที่มีอาการตาใกล้บอดและได้รับหน้าที่ตึงแขนของพระเยซูเพื่อพิสูจน์ว่าพระองค์ได้สิ้นพระชนนม์จริงหรือไม่โดยได้บอกมาจากในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับพันธสัญญาใหม่ที่ได้เขียนเอาไว้ว่าเมื่อพระโลหิตของพระเยซูกระเด็นออกมามันเลยทำให้ตาของเขากลับมามองเห็นได้อย่างไม่น่าเชื่อ

เนื่องจากนี้จึงได้ทำให้นายทหารผู้นี้ได้เกิดความศรัทธาและได้บวชเป็นพระศาสนาคริสต์หลังจากนั้นเป็นต้นมาโดยชิ้นส่วนของหอกเล่มนี้ได้ถูกเปลี่ยนมือมาหลายสมัยมากอีกทั้งยังได้มีวัตถุโบราณอีกหลายเล่มที่ได้ถูกอ้างว่าเป็นหอกลองกินุสอยู่มาก

ดังนั้นในแต่ละเล่มมันก็ได้มีเรื่องราวอยู่มากที่เป็นที่เล่าขานกันจนกลายมาเป็นที่ยอมรับเชื่อว่าว่าของสิ่งนั้นมันเป็นของจริงโดยทั้งหมดแต่เล่มที่น่าสนใจมากที่สุดและมีชื่อเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์จะเป็นหอกลองกินุสแห่งลองกินาที่ผู้นำเยอรมันในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองอย่างนายอดอล์ฟ ฮิตเลอร์เคยมีเอาไว้ครอบครองนั่นเอง

เนื่องจากนี้ยังได้กล่าวอีกว่าเมื่อนายอดอล์ฟได้สร้างอาณาจักรที่สามขึ้นเขาก็เลยต้องการสิ่งของที่จะมาประกอบเป็นอำนาจและก็คงจะหนีไม่พ้นหอกลองกินุสแห่งกรุงเวียนนาหากใครที่ได้ครอบครองหอกเล่านี้ล้วนแต่มีอำนาจทั้งสิ้นจนกษัตริย์ทั้งหลายยังคงต้องอาศัยในพลังของหอกจนเหล่าสมาชิกสภาเมืองต้องนำเอาไปซ้อนเอาไว้ที่กรุงเวียนนากันเลยหอกนี้ถือว่ามีสิ่งที่น่าสนใจอยู่มากเช่นกัน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.   ฝาก-ถอน ออ โต้ จีคลับ

ประวัติพระสีวลีเถระ

      ประวัติพระสีวลีเถระ เชื่อว่าถ้าพูดถึงพระสิวลีทุกคนคงรู้จักกันเป็นอย่างดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ค่อนข้างเชื่อเกี่ยวกับโชคลาภวาสนาเนื่องจากว่าพระสิวลีนั้นจะเป็นพระพุทธรูปที่ผู้คนต่างให้ความเคารพนับถือและศรัทธาโดยเชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปที่จะสามารถดลบันดาลให้คนที่นับถือนั้นมีโชคลาภได้มากเลยทีเดียว

     ปัจจุบันตามสถานที่สำคัญทางศาสนาอย่างเช่นวัด  หรือแม้แต่ตามบ้านเรือนจะมีรูปปั้นของพระสีวลีอยู่ซึ่งลักษณะของรูปปั้นของพระสีวลีนั้นจะเป็นรูปปั้นพระภิกษุสงฆ์ซึ่งยืนอยู่บนบาทโดยมือขวาจะถือไม้เท้าในขณะมือซ้ายนั้นถือกรดและมีการสะพายย่ามโดยลักษณะการยืนนั้นคล้ายกับการเดิน

     สำหรับพระพุทธรูปของพระสีวลีน้ำเป็นพระพุทธรูปองค์หนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากโดยผู้คนนั้นมักจะบูชาไปไว้กราบไหว้ที่บ้านหรือบูชาเป็นองค์เล็กๆไว้แขวนคอเพราะเชื่อว่าพระสีวลีนั้นจะช่วยให้มีโชคลาภร่ำรวยได้นั่นเองอย่างไรก็ตามสำหรับประวัติของพระสีวลีนั้นมีมาตั้งแต่สมัยของ พระพุทธเจ้าช่วงที่มีการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล

     สำหรับความเป็นมาของพระสิวลีนั้น ว่ากันว่าแต่เดิมนั้นพระองค์คือพระโอรสของกษัตริย์เมืองหนึ่งซึ่งเมืองดังกล่าวก็คือกลุ่มโกลิยะโดยตอนที่พระสีวลีอยู่ในท้องพระมารดาของพระองค์นั้นว่ากันว่าพระมารดาของพระองค์นั้นต้องตั้งท้องนานถึง 7 ปีและ 7 เดือนและอีก 7 วันเลยทีเดียวกว่าที่จะครอบพระสีวลีออกมาได้แต่ตอนที่ครอบพระสีวลีออกมานั้นคลอดง่ายไม่ยากนอกจากนี้ช่วงที่พระสีวลีอยู่ในครรภ์ของมารดา 7 ปีกว่านั้นมารดาของพระสีวลีนั้นก็มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและมักจะมีโชคมีลาภอยู่ตลอดเวลา

          หลังจากที่พระสีวลีได้ประสูติมาก็มีการจัดงานเฉลิมฉลองกันถึง 7 วัน  พระสีวลีเริ่มเติบโตเป็นหนุ่มพระองค์ก็ได้ตัดสินใจที่จะออกบวชซึ่งพระองค์นั้นเรื่องใสศรัทธาต่อพระพุทธเจ้าจึงได้มาขอบวชกับพระพุทธเจ้าโดยไปขอบวชที่สำนักพระสารีบุตรซึ่งเป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดของพระพุทธเจ้าโดยตรงหลังจากที่ออกบวชแล้วพระสิวลีก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ทันทีในขณะที่ตอนนั้นกำลังปลงพระเกศา

         ซึ่งจะเป็นช่วงจังหวะที่มีการออกบวชนั่นเองและหลังจากที่บวชเสร็จเรียบร้อยแล้วผู้คนก็ให้ความศรัทธาพระสีวลีเป็นอย่างมากโดยมีความเชื่อว่าพระสิวลีนั้นเป็นผู้ที่มีลาภสักการะมากมีบุญกุศลเยอะสามารถที่จะทำให้ผู้คนนั้นมีโชคมีลาภตามพระสีวลีได้ดังนั้นผู้คนจึงมีการเลื่อมใสศรัทธาพระสีวลีเป็นอย่างมากโดยเชื่อว่าเงินทองจะไหลมาเทมาหากมีการนับถือพระสีวลี ซึ่งหนึ่งในคนที่พระสีวลีเคยให้พรเกี่ยวกับเรื่องของเงินทองโชคลาภความเจริญรุ่งเรืองค้าขายร่ำรวยก็คือแม่นางกวักนั่นเอง 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.    ufabet ดีที่สุด

ตำนานครุฑและพญานาค

ตำนานครุฑและพญานาค ซึ่งว่ากันว่าในวันที่พญาครุฑนั้นได้คลอดออกมาก็มีร่างกายที่ใหญ่มากอีกทั้งพญาครุฑนั้นยังได้มีดวงตาที่กระพริบนิดเดียวและทำให้เกิดแบบสายฟ้าแลบเลยแล้วเวลาที่พญาครุฑนั้นได้ขยับปีกว่ากันว่ามันจะแรงมากถึงขนาดที่ว่าเขานั้นกระจายหายไปหมดเลยเอาเป็นว่าพญาครุฑนั้นได้เกิดมาที่มีพรและอำนาจที่เยอะมาก

จนกระทั่งเหล่าเทเพยดาก็ได้รับความเดือดร้อนกันไปถึงขนาดที่รวมตัวกันเข้าไปเรียกร้องให้พญาครุฑเบาลงหน่อยพญาครุฑก็ฟังและได้ลดลงมาแต่ถึงอย่างไรก้ตามอำนาจและพลังต่างๆที่อยู่กับพญาครุฑก็ยังอยู่ครบ

เมื่อคลอดออกมาแล้วคุณแม่ก็ไม่รอขอให้พญาครุฑนั้นเข้ามาแก้คำสาบที่พี่ชายได้สาบให้มาเป็นทาสของแม่พญานาคระหว่าง500ปีที่นางได้รอพญาครุฑคลอดออกมาก็กลายเป็นทาสของเขาเรียบร้อยแล้วพญาครุฑก็สงสัยไปเป็นทาสเขาได้ยังไงและแม่ของครุฑก็เลยได้เล่าให้ฟัง

นอกจากนี้แม่ของพญาครุฑในตอนนั้นก็เคยได้ยินเรื่องสีของตัวม้ามาก่อนแล้วก็เลยได้เอาลักษณะของสีม้าได้พนันกับแม่ของพญานาคก็หวังว่าจะแก้คำสาบที่ลูกคนแรกได้สาบเอาไว้ด้วยตัวเองก็เลยไปพนันกับแม่พญานาคว่าม้าตัวที่จะเกิดมาใหม่นี้มันจะมีสีอะไรแม่พญานาคตอบตกลง

เนื่องจากนี้แม่ของพญาครุฑก็เลยบอกไปว่าถ้าใครแพ้คนนั้นก็จะต้องตกเป็นทาสของอีกคนหนึ่งและแม่ของพญานาคก็ตอบตกลงไปแม่ของพญาครุฑพอได้ยินนางตอบตกลงและได้พูดออกมาว่าม้าตัวนั้นจะต้องเป็นสีขาวรู้แล้วว่าม้าตัวนั้นจะต้องเป็นสีขาวก็เลยแย้งกันตอบ

ดังนั้นแม่ของพญานาคโดนแย้งคำตอบไปแบบนี้เขาเลยเลือกสีดำจากนั้นทั้งสองก็เดินไปดูม้าที่จะเกิดมาว่ามันจะเป็นสีอะไรในความร้ายกายของแม่พญานาคก็ไม่แพ้แม่พญาครุฑเลยคือไม่รู้หรอกว่าตัวม้ามันจะมีสีอะไรแต่เพื่อให้ชั่วก่อนออกเดินทางไปดูตัวม้า

ซึ่งแม่ของพญานาคก็เลยไปสั่งให้ออกไปก่อนให้ไปพ่นพิษใส่ตัวม้าเลยเพื่อเป็นการย้อมสีให้มันกลายมาเป็นสีดำบางตำนานก็ได้บอกว่าแม่ของพญานาคได้ให้พญานาคออกหน้าไปก่อนเพื่อที่จะให้เอาตัวของพญานาคไปแทรกตามตัวขนของตัวม้าเพื่อที่ม้าจะได้มีสีดำทั้งสองก็ได้มาถึงด้วยความมั่นใจของทั้งสองคู่คิดว่าจะต้องชนะแน่ๆปรากฏว่ามันเป็นสีดำและของพญาครุฑในข่าวลือเขาว่ามันเป็นสีขาวไม่ใชหรอจากนั้นแม่ของพญาครุฑก็เลยตกเป็นสาทของพญานาค

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  สมัคร gclub ไม่มีขั้นต่ำ

ประวัติของพระพุทธเจ้าตอนปรินิพพาน

            สำหรับช่วงเวลาที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานนั้นในขณะนั้นพระองค์อายุได้ 80 พรรษาแล้ว  ซึ่งในตำราเรียนของประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนานั้นจะระบุว่าวันที่พระพุทธเจ้านั้นทรงดับขันธปรินิพพานนั้นเป็นวันที่ตรงกับขึ้น 15 ค่ำเดือน 6   ดังนั้นตามปฏิทินจึงมีการระบุเอาไว้ว่าในวันนี้จะถือเป็นวันเริ่มต้นของพุทธศักราชใหม่นั่นเอง

          อย่างไรก็ตามในช่วงที่มีการปรินิพพานนั้นพระพุทธเจ้าได้ทรงปรินิพพานอยู่ที่บริเวณใต้ต้นสาละ  และแน่นอนว่าเรื่องราวของพระพุทธเจ้าก่อนที่จะปรินิพพานนั้นเรารู้กันดีอยู่แล้วว่าพระองค์ได้มีการออกเผยแพร่พระพุทธศาสนามาอย่างยาวนานซึ่งนับตั้งแต่พระองค์ออกบวชจนถึงพระองค์นั้นสามารถที่จะบรรลุโสดาบันได้ด้วยตนเองและเผยแพร่พุทธศาสนานั้นพระองค์ใช้ระยะเวลาทั้งหมดในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาให้กับประชาชนทั่วโลก

ได้รู้จักเกี่ยวกับศาสนาพุทธนั้นเป็นระยะเวลาถึง 45 ปีด้วยกันโดยตามตำราเรียนของประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาระบุว่าพระพุทธเจ้านั้นส่งล่วงหน้าอยู่แล้วว่าพระองค์นั้นจะส่งดับขันและปรินิพพานในวันไหนซึ่งพระองค์ได้มีการบอกกล่าวกับสาวกของพระองค์ล่วงหน้าเอาไว้ก่อนถึง 3 เดือนด้วยกันว่าในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 พระองค์จะปลงอายุสังขาร 

          และก่อนที่พระพุทธเจ้าจะส่งดับขันเพียง 1 วันเท่านั้นพระองค์ได้ประทับอยู่ที่เวฬุคาม  ซึ่งอยู่ในแคว้นวัชชี   โดยในวันนั้นได้มีชายคนหนึ่งชื่อว่าจุนทะนำอาหารมาถวายให้กับพระองค์ซึ่งเป็นอาหารเพลโดยอาหารนั้นเป็นการถวายสุกรมัทวะ   ซึ่งเมื่อพระองค์จึงเข้าไปแล้วก็ทำให้เกิดอาการประภาสไม่สบายทันทีทำให้ในครั้งนั้นพระอานนท์ซึ่งอยู่กับพระพุทธเจ้าด้วยรู้สึกโกรธเป็นอย่างมากที่หลังจากกินอาหารที่นายจุนทะเอามาถวายแล้วทำให้พระพุทธเจ้านั้นส่งป่วยหนักลงทันทีแต่พระพุทธเจ้านั้นก็ได้มีการเทศนากับพระอานนท์และยังบอกพระอานนท์อีกว่าสิ่ง ที่จะเป็นศาสดาและเป็นตัวแทนของพระองค์นั้นก็คือหลักธรรมคำสั่งสอนและพระธรรมวินัยหลังจากที่พระองค์ตายไปแล้ว

ก็ให้ใช้หลักธรรมทางสั่งสอนของพระองค์นั้นในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาต่อไป  ซึ่งตั้งแต่พระองค์เสวยอาหารเพลที่นายจุนทะนำมาถวายอาการป่วยของพระองค์ก็ทรุดหนักลงเรื่อยๆแต่พระพุทธเจ้าก็ยังส่งเดินทางไปที่เมืองกุสินาราเพื่อไปประทับอยู่ที่ป่าสาละและท้ายที่สุดแล้วพระองค์ก็เสียชีวิตอยู่ในป่าสาระนั่นเองซึ่งในวันที่พระพุทธเจ้าทรงดับขันธ์นั้นพระพุทธเจ้าก็ยังทรงบวชให้กับ  พระสุภัททะปริพาชกอีกหนึ่งรูป  ซึ่งเป็นพระสงฆ์องค์สุดท้ายที่พระพุทธเจ้านั้นได้ทรงบวชให้ก่อนที่พระองค์นั้นจะปรินิพพาน

       ซึ่งแน่นอนว่าในช่วงเวลาที่พระพุทธเจ้าทรงปรินิพพานนั้นได้มีพระสงฆ์เป็นจำนวนมากที่มารวมตัวกันในวันนั้นซึ่งนอกจากพระสงฆ์แล้วยังมีพระอรหันต์ที่พระพุทธเจ้านั้นได้ทรงบวชและได้ทรงแสดงธรรมให้จนบรรลุอรหันต์กลุ่มแรกๆนั้นก็พากันรวมตัวกันณบริเวณป่าสาระตรงจุดที่พระพุทธเจ้าดับขันธ์อีกด้วย

 

สนับสนุนโดย    sa gaming ทดลองเล่น

เทศกาลสำคัญของภาคอีสาน

เทศกาลสำคัญของภาคอีสาน

เทศกาลสำคัญของภาคอีสาน ที่จัดขึ้นทุกปีมีทำกันมานานมาก แต่ล่ะเทศกาลที่มีการจัดขึ้นนั้นมีความงดงามตระการหน้า มีความแปลกตาไม่เหมือนกับภาคอื่น ซึ่งประเพณีของภาคอีสานนั้นการแสดงจะสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนอีสาน ความเชื่อของคนสมัยก่อนที่มีความคมขลัง ทำให้ทุกปีจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปชมเทศกาลของภาคอีสานเป็นจำนวนมากเลยทีเดียว การแสดงนั้นมีจะมีความโด่ดเด่นสวยงาม มาดูกันว่ามีเทศกาลอะไรบ้าง

เทศกาลขึ้นเขาพนมรุ้ง  เป็นเทศกาลที่จัดขึ้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ จะมีการจัดขึ้นในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี ภายในงานนั้นมีการแสดงวัฒนธรรมของพื้นบ้าน การละเล่นของท้องถิ่น มีสินค้าวัฒนธรรมของชาวบ้านขายมากมาย ในวันงานจะมีการเดินขบวนหลวง มีพิธีการทำบวงสรวงบนปราสาทพนมรุ้งถวายพระศิวะ และที่สำคัญของงานคือนักท่องเที่ยวสามารถรับชมพระอาทิตย์ตกที่มีแสงส่องทะลุประตูปราสาททั้ง 15 บานพร้อมกัน ทำให้เห็นความสวยงามตระการตา ซึ่งปรากฎการณ์นี้ในหนึ่งปีจะเห็นได้แค่ 4รอบ จุดประสงค์หลักในงานนี้คือการส่งเสริมวัฒนธรรม อนุรักษ์สืบสานประเพณีของท้องถิ่น 

เทศกาลแห่เทียนเข้าพรรษา  จะจัดขึ้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ในงานจะมีจัดประกวดการแกะสลักเทียนพรรษา  ซึ่งมีจำนวนผู้เข้าร่วมการแข่งขันมากมายจากหลายที่ มีการละเล่นดนตรี โขน วันงานจะมีการเดินขบวนเทียนพรรษาให้กับนักท่องเที่ยวได้ชม ซึ่งมีความงดงามมาก วันงานทุกปีจะจัดตรงกับวันอาสาฬบูชา ทำให้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติมาเที่ยวชมกันมาก และที่สำคัญในงานจะมีการประกวดนางงามอีกด้วย

เทศกาลบั้งไฟพญานาค  จะจัดขึ้นที่จังหวัดหนองคาย  ในทุกปีจะจัดขึ้นช่วงวันออกพรรษา เป็นเทศกาลที่ชาวบ้านจัดขึ้นเพื่อขอน้ำฝนให้กับชาวเกษตรกรและให้ชาวบ้านใช้ในการดำรงชีวิต แต่ปัจจุบันนี้มีการจัดแห่ขบวนบั้งไฟมากมาย นักท่องเที่ยวสามารถชมการแสดงบั้งไฟในลุ่มแม่น้ำโขง  ที่มีความเชื่อกันว่ามีพญานาคอาศัยอยู่ในแม่น้ำจะปล่อยลูกไฟแดงพุ่งขึ้นมาจากแม่น้ำโขงให้ชาวบ้านเห็นกัน 

เทศกาลไหลเรือไฟ  จัดขึ้นที่จังหวัดนครพนม จัดขึ้นในช่วงวันหลังออกพรรษาของทุกปี การจัดงานเพื่อเป็นการขมาแม่น้ำคงคา บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์พญานาค ในงานจะมีการแสดงเรือไฟกลางแม่น้ำที่มีความสวยงาม มีสินค้าขายมากมาย และที่สำคัญนักท่องเที่ยวสามารถชมการรำบูชาพระธาตุพนมอีกด้วย

เทศกาลเที่ยวทุ่งดอกกระเจียว จะอยู่ที่จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งดอกกระเจียวนั้นจะบานเต็มไปทั่วในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม ในการจะมีการจัดแข่งขันปั้นจักรยานขึ้นเขา เที่ยวชมอุทยานแห่งชาติและมีการปีนหน้าผาอีกด้วย เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวพากันไปถ่ายรูป

เทศกาลงานช้าง  จัดที่จังหวัดสุรินทร์ เป็นประเพณีที่มีการจัดมานาน ช้างเป็นสัตว์เลี้ยงที่ขึ้นชื่อของชาวสุรินทร์ งานจะจัดในช่วงเดือนพฤศจิกายน จะมีการแสดงช้าง โดยให้ช้างเล่นอุปกรณ์ต่างๆโชว์ให้นักท่องเที่ยวดู เป็นการสืบสานประเพณีช้างให้มีการอนุรักษ์กันไว้

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  วิธีเล่นบาคาร่าให้รวย

วันวาเลนไทน์

เรื่องแปลกๆที่เกิดขึ้นใน วันวาเลนไทน์

ใน วันวาเลนไทน์ ที่จะถึงนี้มีใครที่ยังไม่มีคู่บ้างนั้นก็ต้องเหงากันไป ส่วนคนที่เขานั้นมีคู่กันก็จะมีความสุขเพราะว่ารอคอยกันวันนี้มานานเพราะว่าเขานั้นก็ลุ้นว่าคู่ของเขานั้นจะให้อะไรเพราะว่าเป็นความกระชุ่มกระชวยกันไป แต่จะมีใครนั้นจะรู้ไหมว่าเรื่องแปลกที่เกิดขึ้นในวันวาเลนไทน์กันหรอก  ไปค่ะไปอ่านกันว่ามีเรื่องอะไรที่แปลกๆเกิดขึ้นในวันวาเลนไทน์กันบ้าง 

  1. เรื่องแปลกของวันวาเลนไทน์  จดหมายถึงจูเลียต ทุกปีนั้นในวันวาเลนไทน์นั้นจะมีจดหมายที่จ่ายหน้าซองถึงจูเลียต ในหนังเรื่อง  Letters to Juliet ซึ่งทุกปีนั้นจะมีจดหมายกว่าพันฉบับนั้นส่งมาที่เมือง เวโรนา ซึ่งเป็นเมืองของ โรมิโอกับจูเลียต  ที่ผู้หญิงนั้นจะเขียนจดหมายรักไปส่งที่บ้านของจูเลียตเพื่อที่จะปรึกษาปัญหารักและก็ขอพรให้เขานั้นสมหวัง
  2. ช้อนแห่งความรัก  ในประเทศเวลส์ผู้คนสมัยก่อนนิยมให้ช้อนแห่งความรัก แก่คนรัก เพราะว่าเป็นช้อนที่ต้องแกะสลักเลยทำยากที่ต้องวาดรวดลายลงในช้อนเพื่อที่จะให้มีความแตกตา และแกะยาก เพราะว่าเราต้องใช้ความละเอียดอ่อนมันทำยากก็เลยทำให้คนเดียว
  3. ซาอุดิอาระเบียสั่งห้ามมีวันวาเลนไทน์ บางศาสนาและในบางประเทศมีความเชื่อว่า วันวาเลนไทน์นั้นจะกระตุ้นให้เกิดความลุ่มหลงราคะ อาจจะทำให้เสี่ยงผิดประเพณี ดังนั้นประเทศซาอุดิอาระเบีย จึงสั่งห้าม หรือ งด วันวาเลนไทน์  
  4. ความเชื่อในวันวาเลนไทน์ เชื่อกันว่าวันวาเลนไทน์ชื่อผู้ชายที่ผู้หญิงที่เรานั้นได้ยินเป็นคนแรกของวันนั้นไม่ว่าจะอ่านจากหนังสือพิมพ์หรือได้ยินจากวิทยุอะไรต่าง จะเป็นชื่อของผู้ชายที่เรานั้นจะแต่งงานด้วยในอนาคต 
  5. ของขวัญวันวาเลนไทน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก 
  6. ตนที่ได้รับการ์ดวาเลนไทน์มากที่สุด  
  • ลองเดาดูว่าเป็นใคร  ที่ได้รับการ์ดวันวาเลนไทน์นั้นมากที่สุด   นั่งคือคุณครู
  • ส่วนต่อมานั้นเป็นพ่อแม่นั้นส่งให้ลูก คุณแม่ ภรรยา  แฟน และสัตว์เลี้ยง 
  1.  ความเชื่อเรื่องนก ในยุคสมัยโบราณเลยเชื่อกันว่าถ้าผู้หญิงคนไหนเห็นนกโรบิ้น บินผ่านหัวตัวเองในวันวาเลนไทน์ ก็จะได้แต่งงานกับทหารเรือ 
  • ถ้าผู้หญิงคนไหนเห็นนกกระจอกจะได้แต่งงานกับคนจนแต่ว่ามีความสุขอย่างมาก 
  •  แต่ถ้าผู้หญิงคนไหนเห็นนกโกลฟินช์ ก็จะได้แต่งงานกับเศรษฐี 
  1. รายจ่าย  โดยเฉี่ยแล้ว ผู้ชายจะใช้จ่ายเงินประมาณ 5 พันบาทสำหรับในวันวาเลนไทน์เพื่อที่จะให้เป็นค่ำคืนที่สุดพิเศษที่สุดสำหรับผู้หญิงที่เขารัก 

เป็นเรื่องแปลกๆที่เราไม่คาดคิด แม้กระทั่ง วาเลนไทน์ 2020 แล้ว ก็ยังคงมีเรื่องราวเหล่านี้อยู่

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  Gclub ฝากขั้นต่ำ50