ตำนานต้นกำเนิดของดอกกุหลาบ

          สำหรับดอกกุหลาบนั้นว่ากันว่ามีอายุมานานหลายล้านปีแล้วซึ่งเชื่อกันว่าในสมัยโบราณนั้นประเทศที่ชื่นชอบและรักดอกกุหลาบมากที่สุดคงจะหนีไม่พ้นประเทศโรมันเพราะประเทศโรมันนั้นได้มีการสร้างพื้นที่เอาไว้สำหรับปลูกดอกกุหลาบโดยเฉพาะและที่สำคัญยังรับซื้อดอกกุหลาบจากประเทศอียิปต์เป็นจำนวนมากอีกด้วยเลยคนโรมันนั้นชีวิตประจำวันของพวกเขา

นั้นจะมีความเกี่ยวพันกับดอกกุหลาบซึ่งคนโรมันมักจะนำดอกกุหลาบนั้นมาผลิตเป็นขนมหรือแม้แต่ทำเป็นตัวยาเอาไว้รักษาโรคและยังสามารถนำมาประกอบอาหารและทำไวน์กุหลาบได้อีกด้วยว่ากันว่าชาวโรมันเชื่อว่าดอกกุหลาบนั้นเป็นตัวแทนแห่งความรักซึ่งมีการพูดถึงตำนานการเกิดกุหลาบในครั้งแรกของโลกเอาไว้ด้วยว่าในความเชื่อของชาวโรมันมีการเชื่อกันว่าดอกกุหลาบนั้นเป็นดอกไม้ที่เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นการแสดงความรักของเทพเจ้า  อโฟรไดท์ ที่มีต่อเทพเจ้า อคอนิส

ซึ่งว่ากันว่าเทพเจ้าทั้ง 2 องค์นั้นรักกันอย่างมากแต่อยู่มาวันหนึ่งเทพเจ้าอคอนิส นั้นได้มีการต่อสู้กับหมาป่า และเกิดภาพช้างถูกหมาป่าฆ่าตายเมื่อเทพเจ้า   อโฟรไดท์ รู้เรื่องไหว้เทพเจ้า อคอนิส เสียชีวิตแล้วก็เสียใ จมาก พระนางร้องไห้อย่างหนักจากการจากไปของเพทเจ้า อคอนิส มีตำนานแบ่งออกเป็น 2 แบบนั่นก็คือ  เทพเจ้า อโฟรไดท์ ร้องไห้เสียใจจนน้ำตาเป็นสายเลือดหยดลงพื้นแล้วก่อกำเนิดเป็นต้นกุหลาบขึ้นมา

กลับอีกตำนานหนึ่งได้บอกว่าหลังจากที่เทพเจ้า อคอนิสตาย  เทพเจ้า   อโฟรไดท์ ก็ได้เสียใจมากเช่นเดียวกันเพราะนางไม่สามารถทนมีชีวิตต่อไปได้จึงใช้มีดปักไปที่หัวใจของพระนางและหยดเลือดของพระนางได้หล่นลงพื้นดินก่อเป็นต้นกำเนิดของดอกกุหลาบนั่นเองอย่างไรก็ตามไม่ว่าจะตำนานแบบไหนสิ่งที่เรารู้กันดีอยู่ก็คือดอกกุหลาบเป็นตัวแทนของความรักโดยเฉพาะดอกกุหลาบสีแดง

ซึ่งหมายถึงหยดเลือดที่หยดลงไปในพื้นดินแล้วทำให้มีต้นกุหลาบโหขึ้นมากลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักมาหลายพันปีจนถึงปัจจุบันดอกกุหลาบก็ยังเป็นตัวแทนของความรักอยู่นั่นเองซึ่งไม่ว่าจะเป็นเทศกาลไหนหนุ่มสาวมักจะใช้ดอกกุหลาบในการบอกความในใจของตนเองให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับรู้หรือแม้แต่ในการจัดงานต่างๆไม่ว่าจะเป็นงานวันเกิดหรืองานแต่งงานก็มักจะมีดอกกุหลาบหลากหลายสีสันถูกนำมาจัดประดับตกแต่งภายในงานด้วยเช่นเดียวกัน 

 สำหรับตำนานที่พูดถึงต้นกำเนิดต่อกราบนี้เป็นตำนานของต่างประเทศซึ่งประเทศไทยเองก็มีตำนานเกี่ยวกับเรื่องของต้นกำเนิดของดอกกุหลาบเช่นเดียวกันโดยมีการแต่งขึ้นในสมัยของรัชกาลที่ 6 และพระองค์เป็นผู้ประพันธ์บทละครเกี่ยวกับตำนานของดอกกุหลาบขึ้นมาเอง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ufabet

พระนางศุภยาลัตกับความโหดเหี่ยมตอนขึ้นครองราชย์

          เมื่อพูดถึงพระเจ้าธีบององคือพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งของประเทศพม่าซึ่งในขณะนั้นพระองค์มีพระมเหสีชื่อว่าพระนางศุภยาลัตว่ากันว่าในช่วงที่พระเจ้าธีบองยังไม่ขึ้นครองราชย์นั้นแม่ของพระนางศุภยาลัตเป็นผู้ดำรงตำแหน่งพระสนมของพระมหากษัตริย์พระองค์เดิมอยู่ ซึ่งแม่ของพระนางศุภยาลัตคือพระนางอเลนันดอเกรงว่าเมื่อพระสวามีสิ้นพระชนม์ไปแล้วพระนางจะถูกกำจัดออกไปจากเมืองพม่าจึงได้มีการวางแผนกับลูกสาวก็คือพระนางศุภยาลัต

เพื่อต้องการโค่นล้มอำนาจพระมหากษัตริย์พระองค์เดิม ซึ่งพระองค์จึงได้วางแผนกันว่าจะต้องหาใครสักคนนั้นมาครองเมืองพม่าโดยคนที่ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์นั้นจะต้องอยู่ภายใต้อำนาจของพระนางอเลนันดอและเมื่อพระองค์รู้ว่าพระเจ้าธีบองนั้นชอบพอกับพระนางศุภยาลัตพระนางจึงได้มีการวางแผนให้พระเจ้าธีบองขึ้นครองอำนาจเป็นพระมหากษัตริย์โดยมีพระนางอเลนันดอคอยควบคุมอยู่เบื้องหลัง

และในที่สุดพระนางอเลนันดอก็ได้มีการวางแผนให้ทหารไปทำการจัดกลุ่มเหล่าเชื้อสายพระมหากษัตริย์ทั้งหลายพี่ไม่ได้อยู่ข้างเดียวกับพระนางมาให้หมดรวมถึงญาติพี่น้องของพระนางที่ไม่ได้อยู่ข้างเดียวกับพระนางด้วยนำจับมาคุมขังไว้ และเมื่อพระมหากษัตริย์องค์กรเสียชีวิตลงพระเจ้าธีบองก็ได้ขึ้นครองอำนาจต่อหลังจากนั้นแผนการของพระนางอเลนันดอกับพระนางศุภยาลัตก็เริ่มต้นขึ้น

โดยในแต่ละคืนนั้นเหล่าราชวงค์ที่ถูกจับไปคุมขังไว้จะถูกนำมาประหารชีวิตคืนละคนซึ่งวิธีการประหารนั้นหากเป็นเจ้าชนชั้นสูงฝ่ายในก็จะใช้ท่อนจันทน์ทุกข์ไปที่ลูกกระเดือกจนตายแต่ถ้าหากเป็นเจ้าชนชั้นสูงฝ่ายนอกก็จะถูกถนนจันทน์นั้นตีไปที่หัวจนกว่าจะตาย ซึ่งการฆ่าเหล่าราชวงศ์ในครั้งนั้นทุกคนจะถูกฆ่าตายทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือคนแก่ก็ตามรวมถึงเหล่าข้าราชบริพารที่คอยรับใช้เหล่าเชื้อพระวงศ์เรานั้นทั้งหมด

ก็จะถูกฆ่าตายด้วยโดยมีการเล่าฤาสื่อถึงเรื่องของการคาดเดาราชวงศ์นี้ว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งที่พระนางศุภยาลัตนั้นเกรงว่าข่าวเรื่องพระองค์ข้าญาติพี่น้องของพระองค์นั้นจะเผยแพร่ไปไกลๆทำให้พระองค์นั้นถึงกับจัดงานกินเลี้ยงในพระราชวังในช่วงเวลากลางคืน 3 วัน 3 คืนโดยในช่วงเวลากลางคืนที่มีการจัดงานเฉลิมฉลองนั้นเหล่าเชื้อพระวงศ์ที่ถูกจับขังเอาไว้ก็จะถูกนำมาฆ่าตาย

โดยงานจัดงานนั้นเพื่อต้องการให้มีเสียงดังอึกทึกครึกโครมและประชาชนจะได้ไม่ได้ยินเสียงร้องโหยหวนของผู้ที่ถูกฆ่านั่นเองและเมื่อข้าเสร็จเรียบร้อยแล้วพระนางจะสั่งให้ทหารนำศพของเหล่าเชื้อพระวงศ์ไปฝังไว้ภายในสวนดอกไม้ของพระนางจนเมื่อฝังเต็มพื้นที่จนไม่มีที่จะฟังแล้วพระนางจึงให้มีการย้ายศพออกไปฝังไว้ข้างนอก และอำนาจของพระนางก็สิ้นสุดลงเมื่ออังกฤษมายึดครองพม่าและได้ทำการสังหารพระนางศุภยาลัต 

         

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  ทางเข้าufabet168

ตำนานนางเงือกที่ไม่มีวันตาย บนแก้ว “STARBUCKS”

เพื่อนๆคนไหนเป็นแฟนพันธ์แท้ในการดื่มกาแฟสตาบัคส์ (Starbucks)นั้น เพื่อนๆเคยรู้หรือไม่ว่าแก้วที่เพื่อนๆถือนั้นมีสัญลักษณ์สีเขียวโดดเด่นและเป้นที่จดจำนั้น ไม่ใช่นางเงือกธรรมดา อย่าง Little mermaid หรอกนะ แต่นั้นคือ นางเงือกไซเรนสองหาง (Norse Siren) ที่เป็นปีศาจเงือกสาวแสนสวยในเทพนิยายปรัมปรา นั้นเอง ซึ่งผู้บริหารและก่อตั้งต้องการให้คนที่เป็นลูกค้าของเค้า เหมือนได้มาผจญภัยในท้องทะเล ( คลื่นน้ำ) นั้นเอง

พวกเค้าจึงเลือกไซเรนมาเป็นสัญลักษณ์ของกาฟแฟสตาบัคส์ แล้วเรื่องเล่าของไซเรนนางเงือกสองหาง เธอคือใครกันนะ? จริงบางตำราเค้าบอกว่าเธอเป็นนางเงือก บางตำราบอกว่าเธอเป็นปีศาจร้าย แต่จากตำนานหลายๆตำรา ได้บอกว่าเธอคือปีศาจเงือกแสนสวย ที่ค่อยนักผจญภัยตามท้องทะเลหรือมหาสมุทรนั้นเอง ด้วยความที่ไซเรนมีหน้าตาสวยงาม หุ่นเย้ายวนและมีเสียงอันไพเราะ

จึงมักจะทำให้นักผจญภัยตกหลุมรักและหลงใหลในตัวเธอนั้นเอง และเหมือนนักผจญภัยหรือนักเดินทางได้หลงรักไซเรนแล้ว เธอจะนำพวกเค้าไปกินเป็นอาหารนั้นเอง  แต่ด้วยการที่ไซเรนเป็นปีศาจเงือกที่งดงามน่าหลงใหล ยนั้นเอง เลยทำให้สตาร์บัคส์เลือกไซเรน มาอยู่บนแก้วและกลายเป็น Icon หรือสัญลักษณ์ชื่อดังไปทั่วโลกนั้นเอง แต่ สตาร์บัคส์ ได้ออกแบบให้ไซเรนนั้นดูขึงขังน้อยลง

และมีหน้าตายิ้มแย้มทักทายลูกค้าเพื่อต้อนรับให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่ยังโพสต์ถ้าแบบเดิม โดยปรับเปลี่ยนจากเวอร์ชั่นแรกที่เห็นหน้าอกมาเป็นผมล่อนบังหน้าอกและตรงเกล็ดปลาที่หางก็กลายเป็นล่อนให้เข้ากับทรงผมนั้นเอง และเพราะเหตุนี้เองไซเรนในฉบับของสตารืบัคส์ เลยเป็นเงือกน้อยสีเขียวที่ดูสง่าและสวยงามแต่เป็นมิตรนั้นเอง และนี่เองอาจจะเป็นเคล็ดลับที่ทำให้สตารบัคส์กลายเป็นกาแฟแก้วโปรดของใครหลายๆคนนั้นเอง  ซึ่งนอกจากกาแฟของสตาร์บัคส์ที่รสชาติกลมกล่อมและดีแล้ว นั้นอาจจะเป็นเพราะสัญลักษณ์ของสตาร์บัคส์ที่ใช้ ไซเรน ก็เป็นได้

เพราะมีหลายๆคนคิดว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ ก็เพราะว่าไซเรนนั้นเปรียบเสมือนปีศาจเงือกที่ใครได้พบเจอแล้วก็จะหลงใหลในรูปลักษณ์และเสียงของเธอ ซึ่งนั้นก็เหมือนกับสตาร์บัคส์ที่มีกลิ่นหอม เย้ายวน ชวนให้หลงรักเช่นกัน เพื่อนๆคงได้รู้ความจริงแล้วใช่ไหมละว่านางเงือกสีเขียวที่เราเห็นกันอยู่บนแก้วสตาร์บัคส์กันเป็นประจำ ตำนารของเธอนั้นไม่ธรรมดาจริงๆ

และหากใครรู้เรื่องราวของเธอแล้วอาจจะยิ่งอินกับสตาร์บัคส์ก็เป็นได้ ไปซื้อกาแฟรอบนี้รับรองต้องมองสัญลักษณ์ไซเรนเปลี่ยนไปแน่นอน เพราะจะรู้สึกถึงความน่าหลงใหลของเธอแน่นอน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ufabet auto

การสร้างเสาหลักเมืองของญี่ปุ่น ฮิโตบาชิระ

สำหรับเรื่องเล่าตำนานเกี่ยวกับเรื่องของการสร้างเสาหลักเมืองนั้นของประเทศญี่ปุ่นเองก็มีลักษณะคล้ายคลึงกับประเทศไทยนั้นก็คือในสมัยโบราณหากมีการสร้าง เสาหลักเมืองก็จะมีการนำชีวิตของผู้คนมาสังเวยไว้ที่ใต้เสาหลักเมืองด้วยหากไม่ทำเช่นนั้นแล้วการก่อสร้างก็จะไม่เสร็จสมบูรณ์สักทีซึ่งตำนานความเชื่อนี้ในประเทศไทยก็มีและในประเทศญี่ปุ่นเองก็มีด้วยตำนานการสร้างเสาหลักเมืองแบบนี้มีการเรียกชื่อในภาษาญี่ปุ่นว่า ฮิโตบาชิระ

สำหรับวิธีการสร้างนั่นก็คือการนำมนุษย์ที่ยังไม่เสียชีวิตไปถูกฝังไว้ใต้เสาหลักเมืองหรือแม้แต่ใต้เสาของปราสาทโดยหวังว่าหากมีการสังเวยชีวิตของมนุษย์เป็นเป็นแล้วก็จะทำให้การก่อสร้างสถานที่แห่งนั้นสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีอย่างไรก็ตามการสร้างเสาหลักเมืองของประเทศญี่ปุ่นได้มีการเล่าขานถึงตำนานกันว่าก่อนหน้านี้เคยมีการสร้างปราสาทมารุโอกะ

ซึ่งประสาทแห่งนี้อยู่ในพื้นที่จังหวัดฟุคุอิ ด้วยการปราสาทแห่งนี้ถูกก่อสร้างจากไม้เป็นจำนวนมากเป็นประสาทเก่าแก่ที่มีความสวยงามและใช้ไม้อย่างมากซึ่งคนในสมัยโบราณนั้นสร้างปราสาทแห่งนี้ด้วยความยากลำบากโดยมีการเล่าขานกันว่าก่อนที่จะสร้างปราสาทแห่งนี้ได้นั้นได้มีการใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างเป็นระยะเวลานานเพราะเมื่อก่อสร้างเมื่อไหร่เสาที่มีการตั้งเอาไว้ก็จะหักโค่นลงมาทุกครั้งจนในที่สุดก็ได้มีหญิงหม้ายคนหนึ่งเธอรับอาสาที่จะฝังตนเอง

ทั้งเป็นภายใต้เสาของปราสาทแห่งนี้โดยเธอมีข้อแม้ว่าเธอมีลูกชาย 1 คนเธอต้องการให้ลูกชายของเธอนั้นได้รับราชการเป็นซามูไรคอยรักษาความปลอดภัยให้กับปราสาทแห่งนี้ซึ่งเมื่อผู้ที่ก่อสร้างปราสาทแห่งนี้ตอบรับเงื่อนไขของเธอเธอจึงได้ฝังตนเองไว้ใต้เสาของประสาทและนับตั้งแต่นั้นเสาก็ไม่เคยลบอีกเลยและสามารถก่อสร้างจนแล้วเสร็จมาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับการก่อสร้างปราสาทแต่ละที่นั้นจะต้องใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างเป็นเวลานานอีกทั้งยังต้องใช้คนจำนวนมหาศาลเลยทีเดียวเพราะประสาทในประเทศญี่ปุ่นมักจะมีการก่อสร้างทั้งการนำไม้มาก่อสร้างเป็นประสาทขนาดใหญ่และยังมีการนำเสาหินต่างๆมาก่อสร้างให้เป็นฐานให้มีความสูงและมีความสวยงามอย่างไรก็ตามตำนานความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของการสร้างปราสาท

โดยใช้ร่างของมนุษย์ฝังตนเองไว้ใต้เสาหลักของปราสาทนั้นมีมาตั้งแต่ในสมัยโบราณแล้วซึ่งประเทศไทยเองก็มีเรื่องเล่าเช่นเดียวกันนี้เหมือนกันแต่ในปัจจุบันนี้การสร้างเสาหลักเมืองไม่ว่าจะเป็นของที่ประเทศไทยหรือของที่ญี่ปุ่นก็ตามไม่ได้มีการใช้ชีวิตของมนุษย์มาสังเวยในการสร้างเสาแล้ว

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เซ็กซี่ บาคาร่า ทดลอง

ตำนานโอนิ

   ยักษ์ตัวใหญ่ที่มีรูปร่างน่ากลัว กำยำ ทั้งตัวมีสีแดงมีเขาอยู่เหนือหัวทั้งสองข้างและมีดวงตาอยู่สามดวงและดวงตาทั้งสามดวงนั้นก็มองตรงไปยังศัตรูอย่างแข็งกร้าว ที่สำคัญเจ้ายักษ์โอนิ นี้มีนิ้วมือและนิ้วเท้าเพียงแค่ สามนิ้วเท่านั้นแถมยังมีเขี้ยวยาวเฟื้อย และด้วยรูปลักษณ์ที่กล่าวมาข้างต้นทำให้โอนิกลายเป็นยักษ์ที่มีรูปร่างน่าเกลียดและน่ากลัว แต่ที่น่าแปลกคือ โอนินั้นมีชื่อเสียงที่โด่งดังเป็นอย่างมาก

เพราะเป็นยักษ์ที่มีการพูดถึงในตำนานต่างต่างของประเทศญี่ปุ่นและยังมีการวาดภาพของยักษ์โอนินี้ในงานศิลปะของญี่ปุ่นอีกด้วย  และตามตำนานความเชื่อของชาวญี่ปุ่นว่ากันว่า ยักษ์โอนินั้นเป็นยักษ์ที่คอยเฝ้าประตูนรกซึ่งเป็นทางไปรับโทษของคนที่ชอบทำกรรมชั่วร้ายและยังมีความเชื่อกันอีกว่า ยักษ์โอนินั้น เป็นตัวแทนของสิ่งที่เป็นความชั่วร้าย เพราะว่ามันนั้นชอบกินเนื้อสัตว์สดสด และชอบกินเหล้าและที่สำคัญมีการเชื่อกันด้วยว่ายักษ์โอนิ ชอบกินเนื้อของมนุษย์มากที่สุด  และด้วยตำนานความเชื่อเกี่ยวกับความน่ากลัวของยักษ์โอนิ ทำให้ที่ประเทศญี่ปุ่นจะมีการจัดงานเทศกาลประจำปีซึ่งคนญี่ปุ่นเรียกเทศกาลนี้ว่าเทศกาล เซนชุบุน

หรือที่เรียกกันว่าเทศกาลปาถั่ว ซึ่งเทศกาลนี้จะเป็นการจัดขึ้นมาเพื่อเป็นการขับไล่สิ่งชั่วร้ายออกไปและรับสิ่งที่ดีดีเข้ามาแทนที่นั่นเอง ซึ่งในวันเทศกาล เซนชุบุน นี้จะมีการท่องบทสวดเพื่อขับไล่สิ่งขั่วร้ายละในเนื้อหาของบทสวดดังกล่าวก็จะมีการกล่าวถึงชื่อของเจ้ายักษ์โอนิ นี้อยู่ด้วย  และถึงแม้ว่าชื่อเสียงของยักษ์โอนิจะมีการพูดถึงกันแต่เรื่องที่ไม่ดี มีแต่การสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คน

แต่สำหรับในงานด้านศิลปะแล้ว เรากลับพบว่า งานศิลปะของชาวญี่ปุ่นมากมายหลายชิ้นที่มีการวาดรูปของยักษ์โอนิเข้าไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นงานวาดภาพ หรืองานพิมพ์ภาพ และยังมีงาบันเทิง ที่ผู้คนมักจะเห็นเจ้ายักษ์ตัวใหญ่สีแดงอยู่ในงานด้วย ซึ่งเจ้ายักษ์โอนิ นี้เป็นตำนานของญี่ปุ่นที่มีมาตั้งแต่โบราณแต่ปัจจุบันคนญี่ปุ่นก็ยังให้ความเคารพนับถือและมักจะจัดงานเทศกาลเกี่ยวกับเจ้ายักษ์โอนิ นี้อยู่เป็นประจำทุกปี และแม้ถึงว่าจะนานหลายร้อยปี แต่ทุกวันนี้ทุกคนในประเทศญี่ปุ่นก็ยังคงรู้จักยักษ์โอนิกันอยู่ และยังมีการเล่าเรื่องราวของยักษ์โอนิให้กับลูกหลานสืบต่อกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

 

 

ขอขอบคุณ   สล็อตฝากขั้นต่ำ 50  ที่ให้การสนับสนุน

เรื่องเล่าสยองเสือสมิงเล่ห์เหลี่ยมเยอะแปลงร่างเป็นพระมาหลอกกินคน

จริงๆแล้วเรื่องราวมีอยู่ว่าฉันมีคุณตาคนนึงเขาเคยทำงานเป็นตำรวจแต่หลังจากที่เขาอายุมากแล้วเขาก็ย้ายไปอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรีและไปเป็นนายพรานซึ่งทุกๆ 7 วันคุณตาของฉันมักจะเข้าไปในป่าเพื่อที่จะได้จัดมาขายตอนนั้นคุณตาของฉันกำลังจะไปล่าสัตว์ตอนนั้นเขาไปตักน้ำใส่ขวดน้ำไว้หลายขวดเขาจะออกเดินทางตอนกลางคืนตอนนั้นมีพระธุดงค์เดินทางผ่านมาแล้วตอนนั้นตาของฉันก็หันไปเห็นพอดีดังนั้นเขาจึงเข้าไปคุยกับพระซึ่งทำกำลังจะบอกว่ากำลังจะไปล่าสัตว์

แต่ยังไม่ทันกล่าวเพราะว่าปากจะพูดอยู่ๆพระธุดงค์องค์นั้นก็ได้เก็บของสักอย่างซึ่งตอนนั้นเขาเห็นว่ามือของพระกลายเป็นอุ้งมือเสือเขาตกใจเป็นอย่างมากเหงื่อแตกพรากเขารู้แล้วว่าบางทีอาจจะเป็นเสือสมิงก็ได้ซึ่งมันอยู่ใกล้กันเป็นอย่างมากซึ่งเขาไม่รู้เลยว่าตอนแรกพระองค์นี้เป็นเสือสมิงแต่เขากลัวว่าเสือสมิงจะแปลงร่างกลับเป็นเหมือนเดิมแล้วมากินตัวเองดังนั้นเขาจะพยายามรวบรวมสติและกลับมาตรงนั้นและรีบลุกขึ้นยืน

เพื่อที่จะกลับบ้านทันทีแต่อยู่ๆเดินไปสักพักก็ได้ยินเสียงพระธุดงค์คนนั้นกรี๊ดเสียงดังมากหลังจากนั้นก็เห็นว่าท่านยืน 4 ขาแล้วจะโดดเข้าไปในป่าลึกซึ่งทำท่าเหมือนกับว่าเป็นพวกเสือชัดๆดังนั้นคุณตากลัวมากจึงไม่ได้กลับเข้าไปยิงเพราะกลัวว่าบางทีอาจจะเป็นเสือสมิงที่มาหลอกกินก็เป็นได้ดังนั้นจึงเลือกที่จะกลับบ้านและเข้าไปนอนตั้งแต่หัวค่ำซึ่งลุงของฉันได้เล่าให้ฉันฟังแล้วบอกว่ามันคือเรื่องที่น่ากลัวมากเลยจริงๆแล้ว

ยังบอกอีกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงและเสือสมิงมีอยู่จริงคุณตาเป็นนายพรานมา 10 กว่าปีแต่ก็ไม่เคยเจอประสบการณ์เช่นนี้มาก่อนเลยดังนั้นฉันตกใจและไม่กล้าที่จะเข้าไปล่าสัตว์อีกเลย ว่ากันว่าหากใครเข้าไปในป่าแล้วเดินไปเจอคนอยู่ในป่าตอนกลางคืนให้เราทำเป็นว่าเราไม่รู้ว่าบางทีนั่นอาจจะเป็นผีหรือเสือสมิงให้เราชวนคุยปกติถามว่ามาหาของป่าเหรอ

มาจากไหนหรือเปล่าเราให้คนที่เห็นก่อกองไฟขึ้นมาจริงๆแล้วสามารถเข้าไปใกล้ได้โดยการให้เขายืมไฟแช็คหรือกล่องไม้ขีดก็ได้ด้วยการที่เราจะจำเป็นที่จะต้องผูกของเหล่านั้นไว้บนปืนแล้วส่งไปให้ถ้าเป็นคนเขาจะยื่นมือรับของแต่ถ้าเป็นใช้ปากอ้ารับดังนั้นถ้าเกิดว่าใช้ปากรับให้ยิงเลยค่ะ นั่นแปลว่าเสือค่ะ

 

 

สนับสนุนโดย  คาสิโนออนไลน์ได้เงินจริง

ร่องรอยการตัดหินในยุคโบราณ

วันนี้เราจะมาสืบค้นหาประวัติศาสตร์โบราณบนที่ลุ่มลำตะครอง

ซึ่งก็เชื่อว่าเป็นที่ตั้งเดิมของเมืองโคราชมาแต่ก่อนและเราจะพามาดูร่องรอยของโบราณสถานซึ่งเมื่อก่อนมันเคยเป็นที่ตั้งมาแต่เดิมของเมืองโคราชยุคโบราณ

รอยแยกลักษณะของแผ่นหินที่ดูแปลกตานี้คือบริเวณที่มีชื่อว่า แหล่งตัดหินสีคิ้ว ซึ่งได้มีหลักฐานทางโบราณคดีว่าร่องรอยเหล่านี้ได้เกิดจากการกัดเซาะก้อนหินเพื่อที่จะนำไปใช้ในการสร้างปราสาทในสมัยของขอมเมื่อราว800 1100ปีก่อน แหล่งตัดหินสีคิ้วได้ตั้งอยู่ริมถนนมิตรภาพในเขต ตำบลลาดบัวขาว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา

ในทางธรณีวิทยาหินของแหล่งตัดหินของสีคิ้วซึ่งได้จัดอยู่ในหมวดหินพูพานอายุ130ล้านปีซึ่งได้เป็นหน่วยย่อยของกลุ่มหินโคราชลักษณะโดยทั่วไปเป็นภูเขาหินทรายลูกเตี้ยมีต้นไม้ขึ้นปกคุมบนเนินพบร่องรอยของการไหลของกระแสน้ำและรวมไปถึงหลุมหินที่มีขนาดใหญ่ที่เรียกว่าหลุมหินกุมภลักษณ์หินทรายจากแหล่งของแหล่งตัดหินสีคิ้วเป็นหินทรายสีเทาเนื้อละเอียดปานกลางบางชั้นเป็นหินกรวดมนที่มีขนาดเล็กสีขาวมีค่าความดูดซึมน้ำและความแข็งแรงเหมาะสม

สำหรับนำไปก่อสร้างและนำไปเป็นหินประดับ ซึ่งคนโบราณก็ไปมองเห็นคุณบัติข้อนี้และได้มีการตัดแต่งเพื่อจะนำก้อนหินทรายไปใช้ในการก่อสร้างปราสาทหินต่างๆลานหินบนยอดเนินมีร่องรอยของหินทรายที่ถูกตัดแยกออกไปโดยมีการสกกัดหินเป็นร่องสี่เหลี่ยมขนาดลึกยาวหลายขนาด

 

ซึ่งเชื่อว่าหน้าจะเป็นการสกัดหินเพื่อกำเนิดแนวในการตัดหินบางจุดยังมีรอยเหมือนถูกเซาะด้วยของมีคมและรอยแยกของหินที่ได้ถูกงัดนำเอาออกไปร่องรอยที่พบทำให้นักโบราณคดีสามารถสันนิษฐานให้เห็นถึงวิธีการตัดหินทรายของคนในสมัยโบราณ ซึ่หน้าจะแบ่งเป็นส3ขั้นตอนคือเริ่มจากการเซาะร่องหินทรายให้เป็นแนวยาวเพื่อกำเนิดขนาดหินที่ต้องการจากนั้นจึงได้ตัดแบ่งหินเป็นก้อนสี่เหลี่ยมส่วนในขั้นตอนสุดท้ายคือการใช้เครื่องมือคมที่มีความแข็งแรงเซาะทางด้านล่างเพื่อที่จะได้งัดหินขึ้นมาเป็นก้อนจากนั้นก็ได้นำขนย้ายออกไปนักโบราณคดียังเชื่อต่อไปอีกว่าหินทรายที่ได้จากแหล่งตัดหินสีคิ้วได้ถูกนำไปสร้างปราสาทหลายแห่ง

ซึ่งก็ได้พบกระจายอยู่ไม่ไกลไปจากบริเวณนี้โดยเฉพาะปราสาทของเมืองโบราณที่มีชื่อว่าโคราฆปูระ  โคราฆปูระอยู่ห่างจากแหล่งตัดหินในแนวเส้นตรงประมาณ20กิโลเมตรแต่ในปัจจุบันแถบจะไม่พบเห็นหลักฐานของโคราฆปูระ

 

ขอบคุณเรื่องราวโดย  Gclub ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ