ตำนานอาแปะติดฝิ่น

สำหรับที่วัดบวรนิเวศราชวรวิวหารหรือว่าวัดบวรก็จะมีประตูทางเข้าที่สลัดเป็นรูปทวารบาลอยู่โดยที่ปากทวารบาลเหล่านี้ก็จะมีสีดำๆไหลออกมาราวกับเลือดเลยถึงแม้ว่าทางกรมศิลปะกรจะมาซ้อมประตูใหม่แล้วและสีดำๆมันก็ยังคงไหลออกมาจากปากทวารบาลอยู่เรื่อยๆมันเกิดอะไรขึ้นแต่ว่าเลือดอะไรมันจะดำขนาดนั้น

โดยที่จริงแล้วมันไม่ใช่เลือดแต่ว่ามันเป็นฝิ่นแต่ทว่าฝิ่นอะไรมันได้มาอยู่ที่ปากของท่านทวารบาลได้ล่ะเอาเป็นว่าเรามาดูกับความเป็นมาของทวารบาลกันดีกว่า

นอกจากนี้ทวารบาลหรือว่าคนที่คอยเฝ้าประตูมั นเป็นเรื่องที่คนไทยน่าจะนำมาจากคนจีนพอทวารบาลเหล่านี้ได้เข้ามาในประเทศไทยก็จะมาแต่งกายจีนๆยืนในวัดไทยมันก็ยังไงอยู่คนไทยก็เลยทำให้มีความเป็นไทยมากขึ้นจับท่านมาแต่งองค์ทรงเครื่องให้ดูเป็นไทยจากเทวดาให้กลายมาเป็นยืนโชว์พุงใส่เสื้อจีนมีหนวดก็เลยเป็นเทวดาที่มีร่างผอมบาง

ส่วนที่ปากของทวารบาลทำไมถึงได้มีสีดำๆไหลออกมาอยู่ตลอดเวลาก็จะต้องเล่าเรื่องไปถึงสมัยก่อนเลยที่คนจีนเข้าไปอพยพมาที่เมืองไทยเป็นจำนวนมากในช่วงนั้นประเทศจีนอยู่ไม่ได้แล้วคนจีนก็หนีออกจากนอกประเทศกันหมด

ซึ่งมันได้เกิดสงครามฝิ่นคนจีนก็เลยติดฝิ่นกันเยอะบรรดาที่อพยพมาก็ได้มีอาแป๊ะคนหนึ่งเขาติดฝิ่นอย่างหนักมากจากนั้นเขาก็หาฝิ่นมาเสพไม่ได้จึงทำให้อาแป๊ะลงแดงสุดท้ายก็คานไปตายอยู่ที่หน้าวัดชาวบ้านที่อยู่ในระแวกนั้นก็เกิดอาการน่าเวทนาอาแป๊ะขึ้นมาก็ช่วยเอาศพแก่ไปเผาในวัด

เนื่องจากนี้ต่อมาไม่นานด้วยความที่ว่ายังคงอยากเสพฝิ่นมันจะมีอยู่วิญญาณของอาแป๊ะยังคงอยากเสพฝิ่นอยู่ก้เลยไปเข้าฝันเจ้าอาวาสว่าข้าลำบากมากเลยข้าอยากเสพฝิ่นไม่มีที่อยู่จึงได้มาเป็นสัมภเวสีเร่ร่อนท่านเจ้าอาวาสก็ได้บอกว่าที่ประตูหน้าวัดมีรูปเสี้ยวกลางอยู่เจ้าไปสิงอยู่ในรูปนั้นแล้วกันอาแป๊ะก็เลยเป็นวิญญาณที่ดูแลประตูวัดอยู่นั่นเอง

ซึ่งในระยะเวลาต่อมาก็ได้มีชาวบ้านได้มาขออะไรกับอาแป๊ะอย่างมากมายแล้วสิ่งที่ได้ไปบนบาลมาก็ประสบความสำเสร็จอีกด้วยก็เลยจะต้องหาของเอามาแก้บนพวกชาวบ้านได้เห็นว่าเป็นวิญญาณอาแป๊ะโดยอาแป๊ะเขาชอบฝิ่นก็เลยนำเอาฝิ่นเอามาป้ายบอกจนทำให้ปากของทวารบาลนั้นดำทั้งปากไปหมดเลย

 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย.      เซ็กซี่ บาคาร่า ทดลองเล่น

ตำนาน ที่มาของงูที่คล้องอยู่ตรงคอพระศิวะ

          พระศิวะนับได้ว่าเป็นมหาเทพของศาสนาฮินดูซึ่งคนที่นับถือศาสนาฮินดูรวมถึงคนอินเดียมักจะให้ความเคารพนับถือพระศิวะซึ่งถือว่าเป็นเทพสูงสุดในศาสนาฮินดูและภาษีวะนั้นได้ชื่อว่าเป็นเทพแห่งการต่อสู้และทำลายล้างหากใครที่ได้เคยดูพระพุทธรูปหรือเคยเห็นพระพุทธรูปที่เป็นองค์พระศิวะจะเห็นได้ว่าที่บริเวณลำคอของพระองค์นั้นจะมีเอาตัวหนึ่งของอยู่ที่คอของพระองค์ซึ่งนับได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ขององค์พระศิวะเลยก็ว่าได้

อย่างไรก็ตามได้มีเรื่องเล่าของที่มาของงูตัวดังกล่าวว่าสามารถที่จะไปอยู่บนคอของพระศิวะได้อย่างไรซึ่งเรื่องเหล่านั้นมีตำนานออกมาพูดถึงว่าในสมัยก่อนนั้นพระศิวะนั้นมีรูปโฉมที่งดงามเป็นอย่างมากผู้หญิงคนไหนเห็นต่างก็พากันรักและหลงใหลในตัวพระศิวะเป็นอย่างมากซึ่งได้มีนักบวชคนหนึ่งเขามีภรรยาอยู่หลายคนแต่ภรรยาของเขาทุกคนนั้นเมื่อได้มีโอกาส ได้ไปเห็นหน้าของพระศิวะต่างก็พากันหลงใหล

ในรูปโฉมของพระศิวะและไม่สนใจนักบวชคนดังกล่าวซึ่งทำให้นักบวชคนดังกล่าวนั้นต่างเครียดแค้นในตัวของพระศิวะเป็นอย่างมากจึงได้วางแผนที่จะฆ่าพระศิวะด้วยการส่งงูพิษเพื่อไปพระศิวะหมายจะให้พระศิวะนั้นตายแต่อย่างไรก็ตามเมื่องูดังกล่าวมาทำร้ายพระศิวะปรากฏว่ามันได้ถูกพระศิวะฆ่าตายซึ่งหลังจากที่งูพิษตัวดังกล่าวตายแล้ว

พระศิวะได้นำร่างของงูพิษตัวนั้นมาไว้ที่คอของตนเองเพื่อประกาศให้นักบวชคนดังกล่าวได้เห็นว่างูพิษที่ส่งมาทำร้ายพระองค์นั้นได้ถูกพระองค์สังหารเป็นที่เรียบร้อยแล้วและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาไม่ว่าจะไปที่ไหนก็จะเห็นงูของอยู่ที่คอของพระศิวะเรื่อยมากลายเป็นสัญลักษณ์ขององค์พระศิวะในปัจจุบัน  แต่อย่างไรก็แล้วแต่บางตำนานกับบอกว่างูที่ห้อยอยู่บนคอของพระศิวะนั้นแท้ที่จริงแล้วเป็นลูกศิษย์ของพระศิวะเอง

ที่ชื่อว่าวาสุกรีซึ่งสาเหตุที่วาสุกรีได้ขึ้นมาอยู่บนคอของพระศิวะนั่นก็เพราะว่าคุณงามความดีที่มีความสุขที่ได้สร้างขึ้นมาโดยมีเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อมีการต่อสู้กันระหว่างครุฑและพญานาคซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นมีพญานาคหลายตัวได้เสียชีวิตทั้งด้านวัวสุกรีเห็นว่าเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกันจึงได้เข้าช่วยเหลือต่อสู้กับครุฑทำให้ตนเองได้รับบาดเจ็บพระศิวะเห็นความดีของครูบาสุกรีจึงได้เข้าช่วยเหลือและได้ให้งูวาสุกรีมาอยู่บนคอของพระองค์นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

สนับสนุนโดย.    gclub casino online มือถือ

ความเป็นมาของตุ๊กตาดอลฟี่

        สำหรับตุ๊กตาดอลฟี่นั้นมีต้นกำเนิดมาจากประเทศเกาหลีเป็นตุ๊กตาที่มีความสวยงามน่ารักและเป็นตุ๊กตาที่มีหน้าตาคล้ายกับคนจริงๆไม่ว่าจะเป็นปลาปากจมูกผมมีการเรียนแบบคนมาทั้งหมดเรียกได้ว่าเป็นการจำลองรูปร่างของคนมาในรูปแบบของตุ๊กตานั่นเองซึ่งตุ๊กตาดอลฟี่นี้ ถูกออกแบบมาจากบริษัทชินคอร์ปอเรชั่นจำกัดโดยมีการคิดค้นขึ้นมาด้วยการจำลองรูปร่างของคนเพียงแต่ว่าจะย่อขนาดจากคนจริงๆลงมาเป็นตัวตุ๊กตาเล็กนั่นเอง

นอกจากนี้ตุ๊กตาดอลฟี่ยังเป็นตุ๊กตาที่มีความทันสมัยเพราะจะมีการแต่งกายให้กับตุ๊กตาตัวนี้คล้ายกับคนและชุดแต่ละชุดของตุ๊กตาดนตรีนั้นก็จะมีความสวยงามมีอินเทรนด์ไม่ว่าเทรนเสื้อผ้าแบบไหนใหม่ๆมาจะถูกนำมาใส่ให้กับตุ๊กตาดอลฟี่อีกทั้งหากใครที่ซื้อตุ๊กตาดนตรีมาเล่นก็สามารถเล่นแต่งตัวให้กับตุ๊กตาได้ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหน้าผมจะถูกออกแบบให้มีความสมัยใหม่อยู่เสมออย่างไรก็ตามในสถานะปัจจุบันนี้ราคาของตุ๊กตาดนตรีนั้น

ถือว่าแพงมากตัวละหมื่นกว่าบาทก็มีซึ่งถ้าเป็นราคาขั้นต่ำก็จะอยู่ที่หลัก 5000 ขึ้นไปทำให้ผู้คนไม่ค่อยนิยมที่จะสะสมตุ๊กตาดอลฟี่กันมากนักส่วนใหญ่ก็จะดูจากรูปภาพและปัจจุบันนี้ตุ๊กตาดอลฟี่จะถูกนำมาแต่งตัวให้คล้ายกับตัวละครในเกมหรือตัวละครในภาพยนตร์เพื่อให้นักสะสมที่ชื่นชอบตัวละครของเกมหรือตัวละครของภาพยนตร์นั้นเอาไปสะสมอีกทั้งปัจจุบันนี้ยังมีการนำตุ๊กตาดอลฟี่นั้นมาแต่งตัวเลียนแบบให้คล้ายกับดาราโดยเฉพาะดาราญี่ปุ่นหรือแม้แต่ตัวละครตัวการ์ตูนดังๆของญี่ปุ่นก็ตามซึ่งถึงแม้ว่าต้นกำเนิดของตุ๊กตาดอลฟี่จะมาจากประเทศเกาหลี

แต่ท้ายที่สุดแล้วประเทศญี่ปุ่นกับประเทศที่ชื่นชอบตุ๊กตาดนตรีมากที่สุดและถ้าหากใครก็ตามที่อยากจะได้ตุ๊กตาดอลฟี่ส่วนใหญ่แล้วต้องไปซื้อที่ประเทศญี่ปุ่นซึ่งในปัจจุบันนี้ผู้คนก็ยังคงนิยมตุ๊กตาดอลฟี่กันอยู่และมีการนำมาออกแบบในรูปแบบต่างๆมากมายโดยเฉพาะเป็นการจำลองตัวละครในเกมทำให้ปัจจุบันนี้คนที่สะสมตุ๊กตาดนตรีส่วนใหญ่นั้นจะเป็นคนที่ชอบเล่นเกมนั่นเอง 

         ปัจจุบันนี้ถ้าหากใครได้เข้าไปชม YouTube จะเห็นว่ามีคนญี่ปุ่นบางคนได้คลิปสอนการแต่งตัวแต่งหน้าให้กับตุ๊กตาดอจีซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมากใน YouTube  และในประเทศไทยเองถ้าหากใครที่จะซื้อตุ๊กตาดอลฟี่มาเก็บสะสมเอาไว้ก็จะต้องไปซื้อตามห้างใหญ่ๆเนื่องจากว่ามีราคาแพง

ดังนั้นอาจจะต้องมีการสั่งจองไว้ล่วงหน้าถึงจะสามารถสะสมตุ๊กตาดอลฟี่เหล่านี้ได้ แต่ว่าปัจจุบันนี้ตุ๊กตาดอนฟี่นั้นมีรูปแบบต่างๆมากมายซึ่งขึ้นอยู่กับความพอใจของคนที่ซื้อว่าอยากจะได้รูปแบบของตุ๊กตาที่เหมือนกับตัวละครในเกมหรือในรูปแบบของดาราที่แสดงในภาพยนตร์หรือซีรีย์ต่างๆ

 

สนับสนุนโดย.    เวปยูฟ่าเบท

ตำนานความรักของเจ้าแม่สิงโตที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

          สำหรับสิทธิ์นักศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นศิษย์ที่จบมานานแล้วหรือแม้แต่ศิษย์ปัจจุบันชื่อว่าทุกคนต่างก็รู้ถึงตำนานของเจ้าแม่สิงโตกันเป็นอย่างดีซึ่งเจ้าแม่สิงโตที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้เป็นตำนานที่มีการเล่าขานกันจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้องและยังคงมีอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ซึ่งยังมีหลักฐานปรากฏอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สาขาท่าพระจันทร์โดยที่นี่จะมีศาล อยู่ที่บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ซึ่งจะอยู่ตรงบริเวณตึกคณะเศรษฐศาสตร์ซึ่งสารดังกล่าวนั้นจะมีการระบุชื่อเอาไว้ว่าศาลสิงโตทองอีกบางคนก็มีการเรียกว่าศาลเจ้าแม่สิงโตทองนั่นเองโดยที่ศาลเจ้าแม่สิงโตทองนั้นหากใครเข้าไปกราบไหว้ก็จะเห็นว่าจะมีสัญลักษณ์ของสิงโตซึ่งมีการนำมาเป็นรูปปั้นขนาดใหญ่ตั้งอยู่และมีตำนานเกี่ยวกับเรื่องของความรักของศาลเจ้าแม่สิงโตทองของที่นี่ด้วยว่าเมื่อสมัยโบราณนั้นการค้าขายระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศนั้น

จะค้าขายกันโดยการสัญจรผ่านทางเรือซึ่งคนที่มาค้าขายกับคนไทยส่วนใหญ่นั้นจะเป็นกลุ่มคนจีนด้วยคนจีนมักจะมีการขนสินค้าขึ้นนำรวมเป็นจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นพวกข้าวของเครื่องใช้  เครื่องชามต่างๆโดยมีเรือลำหนึ่งซึ่งพ่อค้านั้นได้มีการบรรทุกของเพื่อจะเอามาขายที่ประเทศไทยเหมือนเดิมแต่ในเดือนนั้นได้มีการนำรูปปั้นสิงโตมาด้วย

ซึ่งได้นำมา 2 ตัวตัวนึงเป็นตัวผู้และอีกกลุ่มหนึ่งเป็นตัวเมียโดยเชื่อกันว่าสิงโตทั้ง 2 ตัวนั้นเป็นสิงโตที่เป็นสามีภรรยากันต่อมาเมื่อถึงที่ประเทศไทยตรงบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เรือสำเภาของพ่อค้าชาวจีนคนดังกล่าวนั้นได้เกิดร่มลงข้าวของเครื่องใช้ในเดือนนั้นก็จมลงไปใต้แม่น้ำชาวบ้านต่างก็พากันมาช่วยกันงงข้าวของเครื่องใช้ขึ้นมาไว้บนบก

ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่สามารถนำขึ้นมาได้นั่นก็คือรูปปั้นสิงโตซึ่งเป็นเพศเมียแต่อย่างไรก็ตามชาวบ้านต่างพยายามพากันช่วยตามหารูปปั้นสิงโตเพศผู้แต่ก็ไม่สามารถที่จะหาได้ซึ่งไม่รู้ว่าถูกน้ำพัดพาไปที่ไหนแล้วและหลังจากที่มีการนำสิงโตเพศเมียขึ้นมาไว้บนบกได้แล้วชาวบ้านได้นำรูปปั้นหันหน้าเข้าไปด้านฝั่งของถนนแต่อยู่ๆก็เกิดสิ่งอัศจรรย์ขึ้นเมื่อสิงโตเพศเมียที่ถูกหันไปอีกฝั่งหนึ่งได้หันกลับหน้ามายังแม่น้ำอีกรอบหนึ่ง

และไม่ว่าใครจะพยายามขยับให้หันไปฝั่งตรงข้ามยังไงก็ไม่สามารถขยับได้จึงทำให้มีความเชื่อกันว่ารูปปั้นสิงโตเพศเมียนั้นกำลังมองหารูปปั้นสิงโตเพศผู้อยู่จึงได้หันหน้าออกไปทางริมแม่น้ำนั่นเองและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชาวบ้านจึงได้มีการมาตั้งศาลให้และได้มีการนำดอกไม้ธูปเทียนมากราบไหว้ขอพรโดยเฉพาะถ้าหากนักศึกษามาขอพรเกี่ยวกับเรื่องของความรักหรือมาขอพรเกี่ยวกับเรื่องของการเรียนแล้วก็มักจะสมหวังทุกครั้งไปนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  บาคาร่าออนไลน์ ได้เงินจริง

ต้นกำเนิดของดอกกุหลาบ

ตำนาน ต้นกำเนิดของดอกกุหลาบ

          สำหรับดอกกุหลาบนั้นว่ากันว่ามีอายุมานานหลายล้านปีแล้ว ต้นกำเนิดของดอกกุหลาบ ซึ่งเชื่อกันว่าในสมัยโบราณนั้นประเทศที่ชื่นชอบและรักดอกกุหลาบมากที่สุดคงจะหนีไม่พ้นประเทศโรมันเพราะประเทศโรมันนั้นได้มีการสร้างพื้นที่เอาไว้สำหรับปลูกดอกกุหลาบโดยเฉพาะและที่สำคัญยังรับซื้อดอกกุหลาบจากประเทศอียิปต์เป็นจำนวนมากอีกด้วยเลยคนโรมันนั้นชีวิตประจำวันของพวกเขา

นั้นจะมีความเกี่ยวพันกับดอกกุหลาบซึ่งคนโรมันมักจะนำดอกกุหลาบนั้นมาผลิตเป็นขนมหรือแม้แต่ทำเป็นตัวยาเอาไว้รักษาโรคและยังสามารถนำมาประกอบอาหารและทำไวน์กุหลาบได้อีกด้วยว่ากันว่าชาวโรมันเชื่อว่าดอกกุหลาบนั้นเป็นตัวแทนแห่งความรักซึ่งมีการพูดถึงตำนานการเกิดกุหลาบในครั้งแรกของโลกเอาไว้ด้วยว่าในความเชื่อของชาวโรมันมีการเชื่อกันว่าดอกกุหลาบนั้นเป็นดอกไม้ที่เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นการแสดงความรักของเทพเจ้า  อโฟรไดท์ ที่มีต่อเทพเจ้า อคอนิส

ซึ่งว่ากันว่าเทพเจ้าทั้ง 2 องค์นั้นรักกันอย่างมากแต่อยู่มาวันหนึ่งเทพเจ้าอคอนิส นั้นได้มีการต่อสู้กับหมาป่า และเกิดภาพช้างถูกหมาป่าฆ่าตายเมื่อเทพเจ้า   อโฟรไดท์ รู้เรื่องไหว้เทพเจ้า อคอนิส เสียชีวิตแล้วก็เสียใ จมาก พระนางร้องไห้อย่างหนักจากการจากไปของเพทเจ้า อคอนิส มีตำนานแบ่งออกเป็น 2 แบบนั่นก็คือ  เทพเจ้า อโฟรไดท์ ร้องไห้เสียใจจนน้ำตาเป็นสายเลือดหยดลงพื้นแล้วก่อกำเนิดเป็นต้นกุหลาบขึ้นมา

กลับอีกตำนานหนึ่งได้บอกว่าหลังจากที่เทพเจ้า อคอนิสตาย  เทพเจ้า   อโฟรไดท์ ก็ได้เสียใจมากเช่นเดียวกันเพราะนางไม่สามารถทนมีชีวิตต่อไปได้จึงใช้มีดปักไปที่หัวใจของพระนางและหยดเลือดของพระนางได้หล่นลงพื้นดินก่อเป็นต้นกำเนิดของดอกกุหลาบนั่นเองอย่างไรก็ตามไม่ว่าจะตำนานแบบไหนสิ่งที่เรารู้กันดีอยู่ก็คือดอกกุหลาบเป็นตัวแทนของความรักโดยเฉพาะดอกกุหลาบสีแดง

ซึ่งหมายถึงหยดเลือดที่หยดลงไปในพื้นดินแล้วทำให้มีต้นกุหลาบโหขึ้นมากลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักมาหลายพันปีจนถึงปัจจุบันดอกกุหลาบก็ยังเป็นตัวแทนของความรักอยู่นั่นเองซึ่งไม่ว่าจะเป็นเทศกาลไหนหนุ่มสาวมักจะใช้ดอกกุหลาบในการบอกความในใจของตนเองให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับรู้หรือแม้แต่ในการจัดงานต่างๆไม่ว่าจะเป็นงานวันเกิดหรืองานแต่งงานก็มักจะมีดอกกุหลาบหลากหลายสีสันถูกนำมาจัดประดับตกแต่งภายในงานด้วยเช่นเดียวกัน 

 สำหรับตำนานที่พูดถึงต้นกำเนิดต่อกราบนี้เป็นตำนานของต่างประเทศซึ่งประเทศไทยเองก็มีตำนานเกี่ยวกับเรื่องของต้นกำเนิดของดอกกุหลาบเช่นเดียวกันโดยมีการแต่งขึ้นในสมัยของรัชกาลที่ 6 และพระองค์เป็นผู้ประพันธ์บทละครเกี่ยวกับตำนานของดอกกุหลาบขึ้นมาเอง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ufabet

พระนางศุภยาลัต

พระนางศุภยาลัต กับความโหดเหี่ยมตอนขึ้นครองราชย์

          เมื่อพูดถึงพระเจ้าธีบององคือพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งของประเทศพม่าซึ่งในขณะนั้นพระองค์มีพระมเหสีชื่อว่า พระนางศุภยาลัต ว่ากันว่าในช่วงที่พระเจ้าธีบองยังไม่ขึ้นครองราชย์นั้นแม่ของพระนางศุภยาลัตเป็นผู้ดำรงตำแหน่งพระสนมของพระมหากษัตริย์พระองค์เดิมอยู่ ซึ่งแม่ของพระนางศุภยาลัตคือพระนางอเลนันดอเกรงว่าเมื่อพระสวามีสิ้นพระชนม์ไปแล้วพระนางจะถูกกำจัดออกไปจากเมืองพม่าจึงได้มีการวางแผนกับลูกสาวก็คือพระนางศุภยาลัต

เพื่อต้องการโค่นล้มอำนาจพระมหากษัตริย์พระองค์เดิม ซึ่งพระองค์จึงได้วางแผนกันว่าจะต้องหาใครสักคนนั้นมาครองเมืองพม่าโดยคนที่ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์นั้นจะต้องอยู่ภายใต้อำนาจของพระนางอเลนันดอและเมื่อพระองค์รู้ว่าพระเจ้าธีบองนั้นชอบพอกับพระนางศุภยาลัตพระนางจึงได้มีการวางแผนให้พระเจ้าธีบองขึ้นครองอำนาจเป็นพระมหากษัตริย์โดยมีพระนางอเลนันดอคอยควบคุมอยู่เบื้องหลัง

และในที่สุดพระนางอเลนันดอก็ได้มีการวางแผนให้ทหารไปทำการจัดกลุ่มเหล่าเชื้อสายพระมหากษัตริย์ทั้งหลายพี่ไม่ได้อยู่ข้างเดียวกับพระนางมาให้หมดรวมถึงญาติพี่น้องของพระนางที่ไม่ได้อยู่ข้างเดียวกับพระนางด้วยนำจับมาคุมขังไว้ และเมื่อพระมหากษัตริย์องค์กรเสียชีวิตลงพระเจ้าธีบองก็ได้ขึ้นครองอำนาจต่อหลังจากนั้นแผนการของพระนางอเลนันดอกับพระนางศุภยาลัตก็เริ่มต้นขึ้น

โดยในแต่ละคืนนั้นเหล่าราชวงค์ที่ถูกจับไปคุมขังไว้จะถูกนำมาประหารชีวิตคืนละคนซึ่งวิธีการประหารนั้นหากเป็นเจ้าชนชั้นสูงฝ่ายในก็จะใช้ท่อนจันทน์ทุกข์ไปที่ลูกกระเดือกจนตายแต่ถ้าหากเป็นเจ้าชนชั้นสูงฝ่ายนอกก็จะถูกถนนจันทน์นั้นตีไปที่หัวจนกว่าจะตาย ซึ่งการฆ่าเหล่าราชวงศ์ในครั้งนั้นทุกคนจะถูกฆ่าตายทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือคนแก่ก็ตามรวมถึงเหล่าข้าราชบริพารที่คอยรับใช้เหล่าเชื้อพระวงศ์เรานั้นทั้งหมด

ก็จะถูกฆ่าตายด้วยโดยมีการเล่าฤาสื่อถึงเรื่องของการคาดเดาราชวงศ์นี้ว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งที่ พระนางศุภยาลัต นั้นเกรงว่าข่าวเรื่องพระองค์ข้าญาติพี่น้องของพระองค์นั้นจะเผยแพร่ไปไกลๆทำให้พระองค์นั้นถึงกับจัดงานกินเลี้ยงในพระราชวังในช่วงเวลากลางคืน 3 วัน 3 คืนโดยในช่วงเวลากลางคืนที่มีการจัดงานเฉลิมฉลองนั้นเหล่าเชื้อพระวงศ์ที่ถูกจับขังเอาไว้ก็จะถูกนำมาฆ่าตาย

โดยงานจัดงานนั้นเพื่อต้องการให้มีเสียงดังอึกทึกครึกโครมและประชาชนจะได้ไม่ได้ยินเสียงร้องโหยหวนของผู้ที่ถูกฆ่านั่นเองและเมื่อข้าเสร็จเรียบร้อยแล้วพระนางจะสั่งให้ทหารนำศพของเหล่าเชื้อพระวงศ์ไปฝังไว้ภายในสวนดอกไม้ของพระนางจนเมื่อฝังเต็มพื้นที่จนไม่มีที่จะฟังแล้วพระนางจึงให้มีการย้ายศพออกไปฝังไว้ข้างนอก และอำนาจของพระนางก็สิ้นสุดลงเมื่ออังกฤษมายึดครองพม่าและได้ทำการสังหารพระนางศุภยาลัต 

         

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  ทางเข้าufabet168

ตำนาน STARBUCKS

ตำนาน STARBUCKS นางเงือกที่ไม่มีวันตายบนแก้ว

เพื่อนๆคนไหนเป็นแฟนพันธ์แท้ในการดื่มกาแฟสตาบัคส์ (Starbucks)นั้น เพื่อนๆเคยรู้หรือไม่ว่า ตำนาน STARBUCKS แก้วที่เพื่อนๆถือนั้นมีสัญลักษณ์สีเขียวโดดเด่นและเป้นที่จดจำนั้น ไม่ใช่นางเงือกธรรมดา อย่าง Little mermaid หรอกนะ แต่นั้นคือ นางเงือกไซเรนสองหาง (Norse Siren) ที่เป็นปีศาจเงือกสาวแสนสวยในเทพนิยายปรัมปรา นั้นเอง ซึ่งผู้บริหารและก่อตั้งต้องการให้คนที่เป็นลูกค้าของเค้า เหมือนได้มาผจญภัยในท้องทะเล ( คลื่นน้ำ) นั้นเอง

พวกเค้าจึงเลือกไซเรนมาเป็นสัญลักษณ์ของกาฟแฟสตาบัคส์ แล้วเรื่องเล่าของไซเรนนางเงือกสองหาง เธอคือใครกันนะ? จริงบางตำราเค้าบอกว่าเธอเป็นนางเงือก บางตำราบอกว่าเธอเป็นปีศาจร้าย แต่จากตำนานหลายๆตำรา ได้บอกว่าเธอคือปีศาจเงือกแสนสวย ที่ค่อยนักผจญภัยตามท้องทะเลหรือมหาสมุทรนั้นเอง ด้วยความที่ไซเรนมีหน้าตาสวยงาม หุ่นเย้ายวนและมีเสียงอันไพเราะ

จึงมักจะทำให้นักผจญภัยตกหลุมรักและหลงใหลในตัวเธอนั้นเอง และเหมือนนักผจญภัยหรือนักเดินทางได้หลงรักไซเรนแล้ว เธอจะนำพวกเค้าไปกินเป็นอาหารนั้นเอง  แต่ด้วยการที่ไซเรนเป็นปีศาจเงือกที่งดงามน่าหลงใหล ยนั้นเอง เลยทำให้ ตำนาน STARBUCKS เลือกไซเรน มาอยู่บนแก้วและกลายเป็น Icon หรือสัญลักษณ์ชื่อดังไปทั่วโลกนั้นเอง แต่ สตาร์บัคส์ ได้ออกแบบให้ไซเรนนั้นดูขึงขังน้อยลง

และมีหน้าตายิ้มแย้มทักทายลูกค้าเพื่อต้อนรับให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่ยังโพสต์ถ้าแบบเดิม โดยปรับเปลี่ยนจากเวอร์ชั่นแรกที่เห็นหน้าอกมาเป็นผมล่อนบังหน้าอกและตรงเกล็ดปลาที่หางก็กลายเป็นล่อนให้เข้ากับทรงผมนั้นเอง และเพราะเหตุนี้เองไซเรนในฉบับของสตารืบัคส์ เลยเป็นเงือกน้อยสีเขียวที่ดูสง่าและสวยงามแต่เป็นมิตรนั้นเอง และนี่เองอาจจะเป็นเคล็ดลับที่ทำให้สตารบัคส์กลายเป็นกาแฟแก้วโปรดของใครหลายๆคนนั้นเอง  ซึ่งนอกจากกาแฟของสตาร์บัคส์ที่รสชาติกลมกล่อมและดีแล้ว นั้นอาจจะเป็นเพราะสัญลักษณ์ของสตาร์บัคส์ที่ใช้ ไซเรน ก็เป็นได้

เพราะมีหลายๆคนคิดว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ ก็เพราะว่าไซเรนนั้นเปรียบเสมือนปีศาจเงือกที่ใครได้พบเจอแล้วก็จะหลงใหลในรูปลักษณ์และเสียงของเธอ ซึ่งนั้นก็เหมือนกับสตาร์บัคส์ที่มีกลิ่นหอม เย้ายวน ชวนให้หลงรักเช่นกัน เพื่อนๆคงได้รู้ความจริงแล้วใช่ไหมละว่านางเงือกสีเขียวที่เราเห็นกันอยู่บนแก้วสตาร์บัคส์กันเป็นประจำ ตำนารของเธอนั้นไม่ธรรมดาจริงๆ

และหากใครรู้เรื่องราวของเธอแล้วอาจจะยิ่งอินกับสตาร์บัคส์ก็เป็นได้ ไปซื้อกาแฟรอบนี้รับรองต้องมองสัญลักษณ์ไซเรนเปลี่ยนไปแน่นอน เพราะจะรู้สึกถึงความน่าหลงใหลของเธอแน่นอน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ufabet auto

ฮิโตบาชิระ

การสร้างเสาหลักเมืองของญี่ปุ่น ฮิโตบาชิระ

สำหรับเรื่องเล่าตำนานเกี่ยวกับเรื่องของการสร้างเสาหลักเมืองนั้นของประเทศญี่ปุ่นเองก็มีลักษณะคล้ายคลึงกับประเทศไทยนั้นก็คือในสมัยโบราณหากมีการสร้าง เสาหลักเมืองก็จะมีการนำชีวิตของผู้คนมาสังเวยไว้ที่ใต้เสาหลักเมืองด้วยหากไม่ทำเช่นนั้นแล้วการก่อสร้างก็จะไม่เสร็จสมบูรณ์สักทีซึ่งตำนานความเชื่อนี้ในประเทศไทยก็มีและในประเทศญี่ปุ่นเองก็มีด้วยตำนานการสร้างเสาหลักเมืองแบบนี้มีการเรียกชื่อในภาษาญี่ปุ่นว่า ฮิโตบาชิระ

สำหรับวิธีการสร้างนั่นก็คือการนำมนุษย์ที่ยังไม่เสียชีวิตไปถูกฝังไว้ใต้เสาหลักเมืองหรือแม้แต่ใต้เสาของปราสาทโดยหวังว่าหากมีการสังเวยชีวิตของมนุษย์เป็นเป็นแล้วก็จะทำให้การก่อสร้างสถานที่แห่งนั้นสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีอย่างไรก็ตามการสร้างเสาหลักเมืองของประเทศญี่ปุ่นได้มีการเล่าขานถึงตำนานกันว่าก่อนหน้านี้เคยมีการสร้างปราสาทมารุโอกะ

ซึ่งประสาทแห่งนี้อยู่ในพื้นที่จังหวัดฟุคุอิ ด้วยการปราสาทแห่งนี้ถูกก่อสร้างจากไม้เป็นจำนวนมากเป็นประสาทเก่าแก่ที่มีความสวยงามและใช้ไม้อย่างมากซึ่งคนในสมัยโบราณนั้นสร้างปราสาทแห่งนี้ด้วยความยากลำบากโดยมีการเล่าขานกันว่าก่อนที่จะสร้างปราสาทแห่งนี้ได้นั้นได้มีการใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างเป็นระยะเวลานานเพราะเมื่อก่อสร้างเมื่อไหร่เสาที่มีการตั้งเอาไว้ก็จะหักโค่นลงมาทุกครั้งจนในที่สุดก็ได้มีหญิงหม้ายคนหนึ่งเธอรับอาสาที่จะฝังตนเอง

ทั้งเป็นภายใต้เสาของปราสาทแห่งนี้โดยเธอมีข้อแม้ว่าเธอมีลูกชาย 1 คนเธอต้องการให้ลูกชายของเธอนั้นได้รับราชการเป็นซามูไรคอยรักษาความปลอดภัยให้กับปราสาทแห่งนี้ซึ่งเมื่อผู้ที่ก่อสร้างปราสาทแห่งนี้ตอบรับเงื่อนไขของเธอเธอจึงได้ฝังตนเองไว้ใต้เสาของประสาทและนับตั้งแต่นั้นเสาก็ไม่เคยลบอีกเลยและสามารถก่อสร้างจนแล้วเสร็จมาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับการก่อสร้างปราสาทแต่ละที่นั้นจะต้องใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างเป็นเวลานานอีกทั้งยังต้องใช้คนจำนวนมหาศาลเลยทีเดียวเพราะประสาทในประเทศญี่ปุ่นมักจะมีการก่อสร้างทั้งการนำไม้มาก่อสร้างเป็นประสาทขนาดใหญ่และยังมีการนำเสาหินต่างๆมาก่อสร้างให้เป็นฐานให้มีความสูงและมีความสวยงามอย่างไรก็ตามตำนานความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของการสร้างปราสาท

โดยใช้ร่างของมนุษย์ฝังตนเองไว้ใต้เสาหลักของปราสาทนั้นมีมาตั้งแต่ในสมัยโบราณแล้วซึ่งประเทศไทยเองก็มีเรื่องเล่าเช่นเดียวกันนี้เหมือนกันแต่ในปัจจุบันนี้การสร้างเสาหลักเมืองไม่ว่าจะเป็นของที่ประเทศไทยหรือของที่ญี่ปุ่นก็ตามไม่ได้มีการใช้ชีวิตของมนุษย์มาสังเวยในการสร้างเสาแล้ว

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เซ็กซี่ บาคาร่า ทดลอง

ตำนานโอนิ

ตำนานโอนิ

ตำนานโอนิ คือ ยักษ์ตัวใหญ่ที่มีรูปร่างน่ากลัว กำยำ ทั้งตัวมีสีแดงมีเขาอยู่เหนือหัวทั้งสองข้างและมีดวงตาอยู่สามดวงและดวงตาทั้งสามดวงนั้นก็มองตรงไปยังศัตรูอย่างแข็งกร้าว ที่สำคัญเจ้ายักษ์โอนิ นี้มีนิ้วมือและนิ้วเท้าเพียงแค่ สามนิ้วเท่านั้นแถมยังมีเขี้ยวยาวเฟื้อย และด้วยรูปลักษณ์ที่กล่าวมาข้างต้นทำให้โอนิกลายเป็นยักษ์ที่มีรูปร่างน่าเกลียดและน่ากลัว แต่ที่น่าแปลกคือ โอนินั้นมีชื่อเสียงที่โด่งดังเป็นอย่างมาก

เพราะเป็นยักษ์ที่มีการพูดถึงในตำนานต่างต่างของประเทศญี่ปุ่นและยังมีการวาดภาพของยักษ์โอนินี้ในงานศิลปะของญี่ปุ่นอีกด้วย  และตามตำนานความเชื่อของชาวญี่ปุ่นว่ากันว่า ตำนานโอนิ นั้นเป็นยักษ์ที่คอยเฝ้าประตูนรกซึ่งเป็นทางไปรับโทษของคนที่ชอบทำกรรมชั่วร้ายและยังมีความเชื่อกันอีกว่า ยักษ์โอนินั้น เป็นตัวแทนของสิ่งที่เป็นความชั่วร้าย เพราะว่ามันนั้นชอบกินเนื้อสัตว์สดสด และชอบกินเหล้าและที่สำคัญมีการเชื่อกันด้วยว่ายักษ์โอนิ ชอบกินเนื้อของมนุษย์มากที่สุด  และด้วยตำนานความเชื่อเกี่ยวกับความน่ากลัวของยักษ์โอนิ ทำให้ที่ประเทศญี่ปุ่นจะมีการจัดงานเทศกาลประจำปีซึ่งคนญี่ปุ่นเรียกเทศกาลนี้ว่าเทศกาล เซนชุบุน

หรือที่เรียกกันว่าเทศกาลปาถั่ว ซึ่งเทศกาลนี้จะเป็นการจัดขึ้นมาเพื่อเป็นการขับไล่สิ่งชั่วร้ายออกไปและรับสิ่งที่ดีดีเข้ามาแทนที่นั่นเอง ซึ่งในวันเทศกาล เซนชุบุน นี้จะมีการท่องบทสวดเพื่อขับไล่สิ่งขั่วร้ายละในเนื้อหาของบทสวดดังกล่าวก็จะมีการกล่าวถึงชื่อของเจ้ายักษ์โอนิ นี้อยู่ด้วย  และถึงแม้ว่าชื่อเสียงของยักษ์โอนิจะมีการพูดถึงกันแต่เรื่องที่ไม่ดี มีแต่การสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คน

แต่สำหรับในงานด้านศิลปะแล้ว เรากลับพบว่า งานศิลปะของชาวญี่ปุ่นมากมายหลายชิ้นที่มีการวาดรูปของยักษ์โอนิเข้าไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นงานวาดภาพ หรืองานพิมพ์ภาพ และยังมีงาบันเทิง ที่ผู้คนมักจะเห็นเจ้ายักษ์ตัวใหญ่สีแดงอยู่ในงานด้วย ซึ่งเจ้ายักษ์โอนิ นี้เป็นตำนานของญี่ปุ่นที่มีมาตั้งแต่โบราณแต่ปัจจุบันคนญี่ปุ่นก็ยังให้ความเคารพนับถือและมักจะจัดงานเทศกาลเกี่ยวกับเจ้ายักษ์โอนิ นี้อยู่เป็นประจำทุกปี และแม้ถึงว่าจะนานหลายร้อยปี แต่ทุกวันนี้ทุกคนในประเทศญี่ปุ่นก็ยังคงรู้จักยักษ์โอนิกันอยู่ และยังมีการเล่าเรื่องราวของยักษ์โอนิให้กับลูกหลานสืบต่อกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

 

 

ขอขอบคุณ   สล็อตฝากขั้นต่ำ 50  ที่ให้การสนับสนุน

เรื่องเล่าสยองเสือสมิง

เรื่องเล่าสยองเสือสมิง เล่ห์เหลี่ยมเยอะแปลงร่างเป็นพระมาหลอกกินคน

เรื่องเล่าสยองเสือสมิง จริงๆแล้วเรื่องราวมีอยู่ว่าฉันมีคุณตาคนนึงเขาเคยทำงานเป็นตำรวจแต่หลังจากที่เขาอายุมากแล้วเขาก็ย้ายไปอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรีและไปเป็นนายพรานซึ่งทุกๆ 7 วันคุณตาของฉันมักจะเข้าไปในป่าเพื่อที่จะได้จัดมาขายตอนนั้นคุณตาของฉันกำลังจะไปล่าสัตว์ตอนนั้นเขาไปตักน้ำใส่ขวดน้ำไว้หลายขวดเขาจะออกเดินทางตอนกลางคืนตอนนั้นมีพระธุดงค์เดินทางผ่านมาแล้วตอนนั้นตาของฉันก็หันไปเห็นพอดีดังนั้นเขาจึงเข้าไปคุยกับพระซึ่งทำกำลังจะบอกว่ากำลังจะไปล่าสัตว์

แต่ยังไม่ทันกล่าวเพราะว่าปากจะพูดอยู่ๆพระธุดงค์องค์นั้นก็ได้เก็บของสักอย่างซึ่งตอนนั้นเขาเห็นว่ามือของพระกลายเป็นอุ้งมือเสือเขาตกใจเป็นอย่างมากเหงื่อแตกพรากเขารู้แล้วว่าบางทีอาจจะเป็นเสือสมิงก็ได้ซึ่งมันอยู่ใกล้กันเป็นอย่างมากซึ่งเขาไม่รู้เลยว่าตอนแรกพระองค์นี้เป็นเสือสมิงแต่เขากลัวว่าเสือสมิงจะแปลงร่างกลับเป็นเหมือนเดิมแล้วมากินตัวเองดังนั้นเขาจะพยายามรวบรวมสติและกลับมาตรงนั้นและรีบลุกขึ้นยืน

เพื่อที่จะกลับบ้านทันทีแต่อยู่ๆเดินไปสักพักก็ได้ยินเสียงพระธุดงค์คนนั้นกรี๊ดเสียงดังมากหลังจากนั้นก็เห็นว่าท่านยืน 4 ขาแล้วจะโดดเข้าไปในป่าลึกซึ่งทำท่าเหมือนกับว่าเป็นพวกเสือชัดๆดังนั้นคุณตากลัวมากจึงไม่ได้กลับเข้าไปยิงเพราะกลัวว่าบางทีอาจจะเป็นเสือสมิงที่มาหลอกกินก็เป็นได้ดังนั้นจึงเลือกที่จะกลับบ้านและเข้าไปนอนตั้งแต่หัวค่ำซึ่งลุงของฉันได้เล่าให้ฉันฟังแล้วบอกว่ามันคือเรื่องที่น่ากลัวมากเลยจริงๆแล้ว

ยังบอกอีกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงและ เรื่องเล่าสยองเสือสมิง มีอยู่จริงคุณตาเป็นนายพรานมา 10 กว่าปีแต่ก็ไม่เคยเจอประสบการณ์เช่นนี้มาก่อนเลยดังนั้นฉันตกใจและไม่กล้าที่จะเข้าไปล่าสัตว์อีกเลย ว่ากันว่าหากใครเข้าไปในป่าแล้วเดินไปเจอคนอยู่ในป่าตอนกลางคืนให้เราทำเป็นว่าเราไม่รู้ว่าบางทีนั่นอาจจะเป็นผีหรือเสือสมิงให้เราชวนคุยปกติถามว่ามาหาของป่าเหรอ

มาจากไหนหรือเปล่าเราให้คนที่เห็นก่อกองไฟขึ้นมาจริงๆแล้วสามารถเข้าไปใกล้ได้โดยการให้เขายืมไฟแช็คหรือกล่องไม้ขีดก็ได้ด้วยการที่เราจะจำเป็นที่จะต้องผูกของเหล่านั้นไว้บนปืนแล้วส่งไปให้ถ้าเป็นคนเขาจะยื่นมือรับของแต่ถ้าเป็นใช้ปากอ้ารับดังนั้นถ้าเกิดว่าใช้ปากรับให้ยิงเลยค่ะ นั่นแปลว่าเสือค่ะ

 

 

สนับสนุนโดย  คาสิโนออนไลน์ได้เงินจริง