ตำนานโอนิ

   ยักษ์ตัวใหญ่ที่มีรูปร่างน่ากลัว กำยำ ทั้งตัวมีสีแดงมีเขาอยู่เหนือหัวทั้งสองข้างและมีดวงตาอยู่สามดวงและดวงตาทั้งสามดวงนั้นก็มองตรงไปยังศัตรูอย่างแข็งกร้าว ที่สำคัญเจ้ายักษ์โอนิ นี้มีนิ้วมือและนิ้วเท้าเพียงแค่ สามนิ้วเท่านั้นแถมยังมีเขี้ยวยาวเฟื้อย และด้วยรูปลักษณ์ที่กล่าวมาข้างต้นทำให้โอนิกลายเป็นยักษ์ที่มีรูปร่างน่าเกลียดและน่ากลัว แต่ที่น่าแปลกคือ โอนินั้นมีชื่อเสียงที่โด่งดังเป็นอย่างมาก

เพราะเป็นยักษ์ที่มีการพูดถึงในตำนานต่างต่างของประเทศญี่ปุ่นและยังมีการวาดภาพของยักษ์โอนินี้ในงานศิลปะของญี่ปุ่นอีกด้วย  และตามตำนานความเชื่อของชาวญี่ปุ่นว่ากันว่า ยักษ์โอนินั้นเป็นยักษ์ที่คอยเฝ้าประตูนรกซึ่งเป็นทางไปรับโทษของคนที่ชอบทำกรรมชั่วร้ายและยังมีความเชื่อกันอีกว่า ยักษ์โอนินั้น เป็นตัวแทนของสิ่งที่เป็นความชั่วร้าย เพราะว่ามันนั้นชอบกินเนื้อสัตว์สดสด และชอบกินเหล้าและที่สำคัญมีการเชื่อกันด้วยว่ายักษ์โอนิ ชอบกินเนื้อของมนุษย์มากที่สุด  และด้วยตำนานความเชื่อเกี่ยวกับความน่ากลัวของยักษ์โอนิ ทำให้ที่ประเทศญี่ปุ่นจะมีการจัดงานเทศกาลประจำปีซึ่งคนญี่ปุ่นเรียกเทศกาลนี้ว่าเทศกาล เซนชุบุน

หรือที่เรียกกันว่าเทศกาลปาถั่ว ซึ่งเทศกาลนี้จะเป็นการจัดขึ้นมาเพื่อเป็นการขับไล่สิ่งชั่วร้ายออกไปและรับสิ่งที่ดีดีเข้ามาแทนที่นั่นเอง ซึ่งในวันเทศกาล เซนชุบุน นี้จะมีการท่องบทสวดเพื่อขับไล่สิ่งขั่วร้ายละในเนื้อหาของบทสวดดังกล่าวก็จะมีการกล่าวถึงชื่อของเจ้ายักษ์โอนิ นี้อยู่ด้วย  และถึงแม้ว่าชื่อเสียงของยักษ์โอนิจะมีการพูดถึงกันแต่เรื่องที่ไม่ดี มีแต่การสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คน

แต่สำหรับในงานด้านศิลปะแล้ว เรากลับพบว่า งานศิลปะของชาวญี่ปุ่นมากมายหลายชิ้นที่มีการวาดรูปของยักษ์โอนิเข้าไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นงานวาดภาพ หรืองานพิมพ์ภาพ และยังมีงาบันเทิง ที่ผู้คนมักจะเห็นเจ้ายักษ์ตัวใหญ่สีแดงอยู่ในงานด้วย ซึ่งเจ้ายักษ์โอนิ นี้เป็นตำนานของญี่ปุ่นที่มีมาตั้งแต่โบราณแต่ปัจจุบันคนญี่ปุ่นก็ยังให้ความเคารพนับถือและมักจะจัดงานเทศกาลเกี่ยวกับเจ้ายักษ์โอนิ นี้อยู่เป็นประจำทุกปี และแม้ถึงว่าจะนานหลายร้อยปี แต่ทุกวันนี้ทุกคนในประเทศญี่ปุ่นก็ยังคงรู้จักยักษ์โอนิกันอยู่ และยังมีการเล่าเรื่องราวของยักษ์โอนิให้กับลูกหลานสืบต่อกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

 

 

ขอขอบคุณ   สล็อตฝากขั้นต่ำ 50  ที่ให้การสนับสนุน

เรื่องเล่าสยองเสือสมิงเล่ห์เหลี่ยมเยอะแปลงร่างเป็นพระมาหลอกกินคน

จริงๆแล้วเรื่องราวมีอยู่ว่าฉันมีคุณตาคนนึงเขาเคยทำงานเป็นตำรวจแต่หลังจากที่เขาอายุมากแล้วเขาก็ย้ายไปอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรีและไปเป็นนายพรานซึ่งทุกๆ 7 วันคุณตาของฉันมักจะเข้าไปในป่าเพื่อที่จะได้จัดมาขายตอนนั้นคุณตาของฉันกำลังจะไปล่าสัตว์ตอนนั้นเขาไปตักน้ำใส่ขวดน้ำไว้หลายขวดเขาจะออกเดินทางตอนกลางคืนตอนนั้นมีพระธุดงค์เดินทางผ่านมาแล้วตอนนั้นตาของฉันก็หันไปเห็นพอดีดังนั้นเขาจึงเข้าไปคุยกับพระซึ่งทำกำลังจะบอกว่ากำลังจะไปล่าสัตว์

แต่ยังไม่ทันกล่าวเพราะว่าปากจะพูดอยู่ๆพระธุดงค์องค์นั้นก็ได้เก็บของสักอย่างซึ่งตอนนั้นเขาเห็นว่ามือของพระกลายเป็นอุ้งมือเสือเขาตกใจเป็นอย่างมากเหงื่อแตกพรากเขารู้แล้วว่าบางทีอาจจะเป็นเสือสมิงก็ได้ซึ่งมันอยู่ใกล้กันเป็นอย่างมากซึ่งเขาไม่รู้เลยว่าตอนแรกพระองค์นี้เป็นเสือสมิงแต่เขากลัวว่าเสือสมิงจะแปลงร่างกลับเป็นเหมือนเดิมแล้วมากินตัวเองดังนั้นเขาจะพยายามรวบรวมสติและกลับมาตรงนั้นและรีบลุกขึ้นยืน

เพื่อที่จะกลับบ้านทันทีแต่อยู่ๆเดินไปสักพักก็ได้ยินเสียงพระธุดงค์คนนั้นกรี๊ดเสียงดังมากหลังจากนั้นก็เห็นว่าท่านยืน 4 ขาแล้วจะโดดเข้าไปในป่าลึกซึ่งทำท่าเหมือนกับว่าเป็นพวกเสือชัดๆดังนั้นคุณตากลัวมากจึงไม่ได้กลับเข้าไปยิงเพราะกลัวว่าบางทีอาจจะเป็นเสือสมิงที่มาหลอกกินก็เป็นได้ดังนั้นจึงเลือกที่จะกลับบ้านและเข้าไปนอนตั้งแต่หัวค่ำซึ่งลุงของฉันได้เล่าให้ฉันฟังแล้วบอกว่ามันคือเรื่องที่น่ากลัวมากเลยจริงๆแล้ว

ยังบอกอีกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงและเสือสมิงมีอยู่จริงคุณตาเป็นนายพรานมา 10 กว่าปีแต่ก็ไม่เคยเจอประสบการณ์เช่นนี้มาก่อนเลยดังนั้นฉันตกใจและไม่กล้าที่จะเข้าไปล่าสัตว์อีกเลย ว่ากันว่าหากใครเข้าไปในป่าแล้วเดินไปเจอคนอยู่ในป่าตอนกลางคืนให้เราทำเป็นว่าเราไม่รู้ว่าบางทีนั่นอาจจะเป็นผีหรือเสือสมิงให้เราชวนคุยปกติถามว่ามาหาของป่าเหรอ

มาจากไหนหรือเปล่าเราให้คนที่เห็นก่อกองไฟขึ้นมาจริงๆแล้วสามารถเข้าไปใกล้ได้โดยการให้เขายืมไฟแช็คหรือกล่องไม้ขีดก็ได้ด้วยการที่เราจะจำเป็นที่จะต้องผูกของเหล่านั้นไว้บนปืนแล้วส่งไปให้ถ้าเป็นคนเขาจะยื่นมือรับของแต่ถ้าเป็นใช้ปากอ้ารับดังนั้นถ้าเกิดว่าใช้ปากรับให้ยิงเลยค่ะ นั่นแปลว่าเสือค่ะ

 

 

สนับสนุนโดย  คาสิโนออนไลน์ได้เงินจริง

ร่องรอยการตัดหินในยุคโบราณ

วันนี้เราจะมาสืบค้นหาประวัติศาสตร์โบราณบนที่ลุ่มลำตะครอง

ซึ่งก็เชื่อว่าเป็นที่ตั้งเดิมของเมืองโคราชมาแต่ก่อนและเราจะพามาดูร่องรอยของโบราณสถานซึ่งเมื่อก่อนมันเคยเป็นที่ตั้งมาแต่เดิมของเมืองโคราชยุคโบราณ

รอยแยกลักษณะของแผ่นหินที่ดูแปลกตานี้คือบริเวณที่มีชื่อว่า แหล่งตัดหินสีคิ้ว ซึ่งได้มีหลักฐานทางโบราณคดีว่าร่องรอยเหล่านี้ได้เกิดจากการกัดเซาะก้อนหินเพื่อที่จะนำไปใช้ในการสร้างปราสาทในสมัยของขอมเมื่อราว800 1100ปีก่อน แหล่งตัดหินสีคิ้วได้ตั้งอยู่ริมถนนมิตรภาพในเขต ตำบลลาดบัวขาว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา

ในทางธรณีวิทยาหินของแหล่งตัดหินของสีคิ้วซึ่งได้จัดอยู่ในหมวดหินพูพานอายุ130ล้านปีซึ่งได้เป็นหน่วยย่อยของกลุ่มหินโคราชลักษณะโดยทั่วไปเป็นภูเขาหินทรายลูกเตี้ยมีต้นไม้ขึ้นปกคุมบนเนินพบร่องรอยของการไหลของกระแสน้ำและรวมไปถึงหลุมหินที่มีขนาดใหญ่ที่เรียกว่าหลุมหินกุมภลักษณ์หินทรายจากแหล่งของแหล่งตัดหินสีคิ้วเป็นหินทรายสีเทาเนื้อละเอียดปานกลางบางชั้นเป็นหินกรวดมนที่มีขนาดเล็กสีขาวมีค่าความดูดซึมน้ำและความแข็งแรงเหมาะสม

สำหรับนำไปก่อสร้างและนำไปเป็นหินประดับ ซึ่งคนโบราณก็ไปมองเห็นคุณบัติข้อนี้และได้มีการตัดแต่งเพื่อจะนำก้อนหินทรายไปใช้ในการก่อสร้างปราสาทหินต่างๆลานหินบนยอดเนินมีร่องรอยของหินทรายที่ถูกตัดแยกออกไปโดยมีการสกกัดหินเป็นร่องสี่เหลี่ยมขนาดลึกยาวหลายขนาด

 

ซึ่งเชื่อว่าหน้าจะเป็นการสกัดหินเพื่อกำเนิดแนวในการตัดหินบางจุดยังมีรอยเหมือนถูกเซาะด้วยของมีคมและรอยแยกของหินที่ได้ถูกงัดนำเอาออกไปร่องรอยที่พบทำให้นักโบราณคดีสามารถสันนิษฐานให้เห็นถึงวิธีการตัดหินทรายของคนในสมัยโบราณ ซึ่หน้าจะแบ่งเป็นส3ขั้นตอนคือเริ่มจากการเซาะร่องหินทรายให้เป็นแนวยาวเพื่อกำเนิดขนาดหินที่ต้องการจากนั้นจึงได้ตัดแบ่งหินเป็นก้อนสี่เหลี่ยมส่วนในขั้นตอนสุดท้ายคือการใช้เครื่องมือคมที่มีความแข็งแรงเซาะทางด้านล่างเพื่อที่จะได้งัดหินขึ้นมาเป็นก้อนจากนั้นก็ได้นำขนย้ายออกไปนักโบราณคดียังเชื่อต่อไปอีกว่าหินทรายที่ได้จากแหล่งตัดหินสีคิ้วได้ถูกนำไปสร้างปราสาทหลายแห่ง

ซึ่งก็ได้พบกระจายอยู่ไม่ไกลไปจากบริเวณนี้โดยเฉพาะปราสาทของเมืองโบราณที่มีชื่อว่าโคราฆปูระ  โคราฆปูระอยู่ห่างจากแหล่งตัดหินในแนวเส้นตรงประมาณ20กิโลเมตรแต่ในปัจจุบันแถบจะไม่พบเห็นหลักฐานของโคราฆปูระ

 

ขอบคุณเรื่องราวโดย  Gclub ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ