การสร้างชาติของสหราชอาณาจักรUK

การสร้างชาติของสหราชอาณาจักรUK ในช่วงศตวรรษที่9หรือประมาณปี800ในมีชนชาติกลุ่มใหม่เข้ามามีบทบาทสำคัญในเกาะอังกฤษเพิ่มนั่นก็คือพวกไวกิ้งนั่นเองเมื่อพูดถึงไวกิ้งทุกคนก็น่าจะรู้พื้นเพลย์กันดีอยู่แล้วว่าเป็นกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในแถบสแกนดิเนเวียในปัจจุบันโดยเฉพาะชนชาติไวกิ้งที่เข้ามามีบทบาทมากที่สุดเลยจะเป็นพวกไวกิ้งที่อาศัยอยู่เดนมาร์กนั่นเอง

ซึ่งในตอนแรกพวกไวกิ้งได้มาทำการตั้งรกรากอยู่ที่หมู่เกาะเล็กๆในแถบนั้นรวมไปถึงเกาะไอซ์แลนด์ในขณะนั้นเรามาดูพวกPICTISHกันบ้างดีกว่าหรือว่าพวกชนชาติที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือโยในตอนนั้นพวกPICTISHได้มีการตั้งอาณาจักรขอตัวเองแล้วนั่นก็คืออาณาจักรSCOTLANDนั่นเอง

ดังนั้นเวลาก็ได้ผ่านไปพวกเดนส์ก็ได้ขยายดินแดนออกไปมากขึ้นเรื่อยๆจนขยายมาถึงเกาะอังกฤษก็เรียกได้ว่าอาณาจักรต่างๆก็ได้ถูกพวกไวกิ้งพิชิตเอาจนสุดท้ายเรียกได้ว่าเหลืออาณาจักรใหญ่เพียงอาณาจักรเดียวเท่นั้นที่เป็นชาวแซกซั่นที่ยังหลงเหลืออยู่คืออาณาจักรเวสเซกนั่นเอง

โดยในปีคริสต์ศักราชที่927กษัตริย์แห่งเวสเซกได้บุกยึดดินแดนของชาวแซกซั่นคืนจากพวกไวกิ้งและได้สถาปนาอาณาจักรอังกฤษขึ้นมานั่นเองก็เรียกได้ว่ามันเป็นการรวมชาติอังกฤษอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เลยแต่อย่าจำสับสนไปตอนนี้อาณาจักรของอังกฤษยังเป็นอาณาจักรเดียวอยู่ยังไม่ได้ทำการรวมWALESหรือว่าสก๊อตแลนด์เข้าไปด้วย

แต่ก่อนที่จะทำอะไรไปมากกว่านี้พวกไงกิ้งก็กลับมาทำการยึดครองพื้นที่อาณาจักรของอังกฤษคืนมาโดยที่ในตอนนั้นราชาของไวกิ้งได้ทำการรวมอาณาจักรอังกฤษเข้ากับจักรวรรดิของเขาและเวลาก็ได้ผ่านไป50ปีจนถึงปีคริสต์ศักราชที่1066นั่นเองได้เกิดเหตุการณ์ที่สำคัญมากๆขึ้นในประวัติศาสตร์อังกฤษอีกครั้งนึง

ซึ่งเป็นการรุกรานของชาวนอร์แมนนั่นเองหลายคนอาจจะงงว่าชาวนอร์แมนคือใครกับพวกเขาคือชาวฝรั่งเศสที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือที่ติดกับช่องแคบอังกฤษเลยโยการรุกรานในครั้งนี้ในชื่อวิลเลียมเขาคนนี้ได้ทำการรุกรานและได้ยึดเกาะอังกฤษมาได้เป็นที่สำเร็จและได้สถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์แห่งอังกฤษ

โดยที่เขาใช้ช่อราชวงศ์ว่าราชวงศ์นอร์ม็องดีนั่นเองก็เรียกได้ว่าราชวงศ์นอร์ม็องดีสำคัญมากๆเลยเพราะว่าจนถึงปัจจุบันราชวงศ์วินเซอร์ของอังกฤษก็มีเชื้อสายสืบทอดมาจากราชวงศ์นอร์ม็องดีด้วยเรียกได้ว่ามีการสืบทอดกันมาหลายร้อยปีจนถึงปัจจุบันเลยแต่ก็เรียกได้ว่าหลายร้อยปีนั้นก็มีการเปลี่ยนราชวงศ์เปลี่ยนวงศ์ตระกูลกันเยอะมากกันเลยทีเดียว

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  เปิดบัญชีคาสิโนขั้นต่ำ100

คนไทพวนที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานที่เมืองไทย

ไทพวน หมายถึงคนพวนในอดีตกลุ่มชาติพันธุ์ไทพวนมีศูนย์กลางถิ่นอาศัย  คนไทพวนที่อพยพ  หลักบริเวณแขวงเชียงขวางทางทิศตะวันออกฉียงเหนือของ สปป ลาว  นับตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรีต่อเนื่องจากจนรัตนโกสินทร์ ไทพวนได้ถูกกวาดต้อนลงมาตั้งบ้านเรือนในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่หลายคราว

โดยการกวาดต้อนทั้งไทพวนรวมทั้งลาวครั้งใหญ่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่3เมื่อเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทร์ต้องพ่ายแพ้สงครามในปี2369 นับเป็นการเคลื่อนย้ายของกลุ่มชนสองฝั่งโขงลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งเท่าที่เคยมีมาแม้กลุ่มคนเหล่านี้จะเรียกตนเองว่า ไทพวน แต่คนกลุ่มอื่นๆมักจะเรียกพวกเขาว่าลาวพวน

ซึ่งได้บ่งบอกถึงถิ่นฐานที่พวกเขาจากมาในประเทศลาวนั่นเองในปัจจุบันมีชาวไทพวนตั้งหลักอยู่ในถิ่นต่างๆไม่น้อยกว่า20จังหวัดในประเทศไทย เช่นที่ อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก มีชุมชนไทพวนอยู่หลายหมู่บ้านทั้งที่ถูกกวาดต้อนระรอกแรกจากซำเหนือและหลวงพระบางในสมัยกรุงธนบุรีก่อนที่จะมีชาวไทพวนถูกกวาดต้อนจากเชียงขวางเข้ามาสมทบอีกในสมัยรัชกาลที่3และรัชกาลที่5

นอกจากนี้ในปัจจุบันมีหมู่บ้านไทพวนใน อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก อยู่ไม่น้อยกว่า15หมู่บ้านไทพวนมีนิสัยรักความสงบชอบอาศัยอยู่ตามลำน้ำเพราะยึดอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลักเมื่อถูกกวาดต้อนมาอยู่ในดินแดนไทยพวกชาวจึงถูกให้ตั้งถิ่นฐานบ้านเรืออยู่ตามแนวแม่น้ำลำคลองเหมือนถิ่นเดิมที่จากมาเช่นที่บ้านฝั่งคลองบ้านใหม่บ้านเกาะหวายที่แยกตัวออกมาจากบ้านท่าแดง

ซึ่งเป็นการขยายชุมชนจากไทพวนกลุ่มเดียวกันทั้งนี้มีสิ่งที่คนไทพวนเขาภูมิใจก็คือเรื่องของการใช้ชีวิตโดยมองว่าถ้าตรงไหนมีน้ำตรงนั้นก็คือวิถีชีวิตที่เขาจะอยู่ได้เมื่อก่อนตอนอยู่เชียงขวางก็จะอยู่ที่แม่น้ำพวนใช้เป็นหลักในการทำมาหากินเพราะเกษตรกรรมเป็นหลักของเขา

เนื่องจากนี้เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของไทพวนก็คือวัฒนธรรมทางด้านภาษาไทพวนยังคงใช้ภาษาดั่งเดิมของตัวเองในการพูดสื่อสารกันอยู่หลายคนบอกว่าภาษาไทพวนมีสำเนียงคล้ายกับภาษาถิ่นทางภาคเหนือและอีสานผสมกันผ้าทอไทพวนเป็นมรดกภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษ

โดยได้มีเอกลักษณ์และลักษณะพิเศษเฉพาะตัวกลุ่มหัตถกรรมผ้าทอไทพวนบ้านใหม่ยังคงใช้กรรมาวิธีการผลิตดั่งเดิมอยู่ทั้งการมัดหมี่การย้อมรวมถึงการกำหนดลวดลายต่างๆที่ล้วนแฝงไปด้วยคติความเชื่อแสดงออกถึงอัตลักษณ์ของผ้าทอไทพวนอีกด้วยเช่นกัน

 

ขอบคุณผู็ให้การสนับสนุนโดย.    gclub สมัครผ่านเว็บ

ดราม่าระดับเทพอียีปต์

ต้องบอกก่นอเลยว่ากำเนินเทพกำหนดโลกของชาวอียีปต์ค่อนข้างที่จะมีหลากหลายเลยทีเดียวคล้ายๆกับของชาวอินเดีย  ดราม่าระดับเทพอียีปต์  หรือว่าชาวกรีกโรมันนี่แหละว่าเขาจะต้องมีความเชื่อแบบนั้นแบบนี้เวลาผ่านไปคนอีกกลุ่มนึงที่เป็นชาวอียีปต์เหมือนกันก็อาจจะเชื่อแตกต่างกันได้

เพราะว่าในช่วงของอารยธรรมของอียีปต์ค่อนข้างนานแต่วันนี้เรื่องราวที่เราได้นำมาเล่าให้ทุกคนอ่านจะเป็นเรื่อราวที่มีชื่อเสียงที่สุดและก็เป็นความเชื่อของชาวอียีปต์ใต้ซึ่งค่อนข้างที่จะเป็นยุคเก่านิดนึงของอียีปต์เป็นความเชื่อดั้งเดิมก่อนคที่ความเชื่อใหม่ๆจะทับถมกันขึ้นมาเรื่อยๆ

ซึ่งตามตำนานของ Heliopolis เขาได้กล่าวว่าตอนที่ทุกอย่างจะถือกำหนดขึ้นมาแต่เดิมโลกของเราเป็นพื้นน้ำว่าเปล่าและเป็นความสับสนวุ่นวายโดยพื้นน้ำเขาเรียกว่าNunในขณะที่Nunกำลังวุ่นวายของตัวเองไปเรื่อยๆอยู่ดีๆก็มีไข่ห่านฟองใหญ่มากเกิดขึ้นกลางNunขึ้นมา

นอกจกานี้ไข่ห่านมันก็ได้แตกออกมาแล้วก็กลายมาเป็นพื้นดินพื้นแรกที่เป็นเกาะเล็กๆเกาะหนึ่งเอาจริงๆแล้วหลายคนก็อาจจะรู้สึกว่ามันคล้ายๆกับอินเดียเลยหรือเปล่านั่นแหละมันก็น่าแปลกใจเป็นอย่างมากที่ตามตำนานการกำหนดโลกของหลายๆภูมิภาคดูคล้ายกันไปหมดอาจจะเป็นเพราะว่าเรามีบรรพบุรุษร่วมกันหรือว่ามันอาจจะมีอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นในอดีตและเราไม่รู้แล้วมันก็โดยเก็บบมาในรูปแบบของตำนานก็เป็นได้แต่นี่มันแค่นอกเรื่องกลับเข้าเรื่องเลยดีกว่า

ดังนั้นหลังจากที่ไข่ห่านแตกออกและกลายเป็นแผ่นดินขึ้นมาก็มีเทพคนนึงที่เริ่มจากการสร้างตัวเองขึ้นมาก่อนเลยขึ้นมาจากอะไรก็ไม่รู้ขึ้นมาอยู่ที่บริเวณแผ่นดินนั้นเทพองค์นี้ชื่อว่าAtumได้สร้างตัวเองขึ้นมาจากความว่างเปล่าแต่ก็ถือว่าเป็นเทพผู้สร้าง

ซึ่งในยุคแรกๆเขาจะถือว่าเทพAtumเป็นเทพแห่ดวงอาทิตย์อย่างไรก็ตามถ้าใครรู้เรื่องราวเกี่ยวกับอียีปต์สักเล็กน้อยก็จะพอรู้ว่าจริงๆแล้วมันยังพอมีเทพอยู่อีกองค์นึงที่เป็นสุริยะเทพที่โด่งดังกว่านั่นก็คือสุริยะเทพRaนั่นเองแต่ว่าสุริยะเทพ Ra จะมาในสมัยหลังและก็ Ra จะถือว่าเป็นเทพของดาวอาทิตย์

ในเวลากลางวันในขณะที่Atumจะเป็นดวงอาทิตย์ในเวลากางคืนแต่อย่างไรก็ตามตอนนี้Raยังไม่เกิดเราข้ามไปก่อนหลังจากที่Atumเกิดขึ้นมาแล้วAtumก็อยู่บนพื้นที่ว่างเปล่าล้อมรอบไปด้วยNunไปเรื่อยๆและรู้สึกเหงาและคิดว่าจะต้องทำยังไงดีจึงได้สร้างลูกขึ้นมาเพื่ออยู่เป็นเพื่อนตนนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย.  เว็บยูฟ่า ที่ดีที่สุด

ตำนานของศุกร์13ที่คนตะวันตกหวาดกลัวกันมาที่สุด

ในปีคริสตศักราช1916เนื้อหาในหนังสือFridagเล่มนี้ก็ได้ถูกนำเอามาทำเป็นหนังเงียบอีกจึงทำให้มีผู้คนจำนวนมากเริ่มพูดถึงเรื่องราว ตำนานของศุกร์13 กันมาขึ้นนั่นเองจากนั้นก็ได้เกิดโรคกลัววันศุกร์13มากขึ้นนั่นเองโดยนักจิตวิทยาบำบัดที่มีความชำนานที่รักษาโรคของอาการกลัว

ซึ่งเขาได้ระบุว่าเฉพาะในสหรัฐอเมริกาในประเทศเดียวมีคนที่กลัวเป็นโรคศุกร์ที่13สูงถุง21ล้านคนเลยทีเดียวโดยนอกเนื่องจากตำนานอาถรรพ์ที่ได้ฝังรากลึกภายในจิตใจของชาวตะวันตกมากันตั้งแต่โบราณกันแล้วและก็ยังมีเหตุการที่คอยตอกย้ำเรื่องราวของความเชื่อของอาถรรพ์ที่เกี่ยวกับศุกร์13ให้ผู้คนได้มีความรู้สึกหวาดกลัวอยู่อย่างต่อเนื่อง

โดยตัวอย่างเช่นสถิติตัวอย่างในการเกิดอุบัติเหตุในประเทศเนเธอร์แลนด์ที่ได้มีการทำสถิติเกี่ยวกับอันตรายการเกิดอุบัติเหตุในแต่ละวันศุกร์เอาไว้ด้วยและผลก็ได้ปรากฏว่าวันศุกร์ที่ตรงกับวันที่13นั้นมีอันตรายในการเกิดอุบัติเหตุมากกว่าวันอื่นๆถึง52%

นอกจากนี้ยังได้มีการประเมินกันเอาไว้อีกว่าในแต่ละครั้งที่มีวันศุกร์ที่13เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาโดยสหรัฐอเมริกาจะต้องสูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นเงินกว่า800-900เหรียญสหรัฐเลยเนื่องจากว่าประชาชนในบางส่วนไม่กล้าที่จะเดินทาไม่กล้าที่จะออกจากบ้านไปไหนจนถึงขนาดที่ว่าไม่กล้าแม้จะไปทำงานกันเลยทีเดียว

แม้แต่ในเมืองไทยของเราเองก็ไม่น้อยหน้าเพราะว่ายังได้มีบางโรงแรมแล้วก็ตึกในบางแห่งจะไม่มีชั้นเบอร์13หรือว่าห้องเบอร์13ให้ได้เห็นอีกด้วยเช่นกันหรือแม้กระทั่งในตึกตัวลิฟส์ของสำนักงานบางแห่งเขาก็จะไม่มีปุ่มกด13ให้ๆได้เห็นอีกด้วยเช่นกัน

เนื่องจากว่าคนไทยในบางกลุ่มก็ได้มีความกลัวต่ออาถรรพ์นี้เช่นเดียวกันแล้วก็เพื่อความสบายใจของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มีความเชื่อต่ออาถรรพ์ของตัวเลข13ด้วยเช่นกันนั่นเองและนอกจากนี้ยังได้มีเรื่องราวหรือว่าเหตุการณ์ที่เลวร้ายในหน้าของประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นในวันศุกร์ที่13ที่ได้บันทึกเอาไว้อยู่หลายเหตุการณ์เช่นกัน

ซึ่งตัวอย่างเช่น ศุกร์ที่13ในปี1869เคยเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในอเมริกาหรือวันศุกร์ที่13ในปี1929เกิดเหตุตลาดหุ้นในอเมริกาล่มหรือว่าศุกร์13ในปี1939เคยเกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่ออสเตรียสุกร์ที่13ในปี1945เกิดสงครามทางอากาศในครั้งสำคัญนประเทศนอร์เวย์

เพราะฉะนั้นแล้วศุกร์13ในปี1970เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติภายุกระน่ำมายังที่ประเทศบังกลาเทศมีผู้เสียชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมากศุกร์ที่13ปี1978ได้เกิดการสังหารหมู่ในประเทศอิหร่านศุกร์ที่13ในปี1982อาเจนติน่าได้ยกกองกำลังขึ้นเกาะฟอล์กแลนด์ที่เป็นอาณานิคมของอังกฤษ

 

สนับสนุนโดย.  ufabet สมัครสมาชิก

เรื่องเล่า นิทาน ตำนานปลาไหล

ในครั้งสมัยพุทธกาลได้มีงูใหญ่อยู่ตัวหนึ่งได้อาศัยอยู่ในป่างูตัวนั้น ตำนานปลาไหล มีลักษณะที่แปลกประหลาดไปจากงูชนิดอื่นๆคือมันได้มีเกล็ดสีเขียวจางๆและมีหงอนอยู่บนหัวอีกด้วย

ซึ่งหากจะมองให้ดีงูตัวนั้นก็จะดูคล้ายๆกับพญานาคก็เป็นได้เพียงแต่ว่ามันดูตัวเล็กลงกว่าพญานาคเท่านั้นเองสัตว์ทุกตัวในป่ากว้างแห่งนั้นไม่รู้ที่มากที่ไปของงูตัวนี้คงจะมีแต่ท่านฤาษีอังคตเท่านั้นที่รู้เรื่องราวของมันพอสมควรเพราะท่านเป็นผู้ที่ได้เก็บมันมาจากชายฝังทะเลในขณะที่เดินไปบำเพ็ญทานเมื่อหลายปีก่อน

นอกจากนี้ท่านฤาษีอังคตกำลังจะเดินทางกลับมาที่ป่าและได้เห็นงูตัวหนึ่งได้นอนหมดแรงอยู่กลางพื้นทรายหลังจากที่ท่านได้พิจรณาดูแล้วก็เห็นว่าเป็นงูตัวใหญ่เลยทีเดียวแต่ลักษณะของมันนั้นดูคล้ายกับพญานาคมากๆมีเพียงขนาดของตัวมันเท่านั้นที่บงบอกว่าไม่ใช่พญานาคแต่ก็จัดว่าเป็นงูที่มีขนาดใหญ่

โดยท่านฤาษีอังคตกำลังพยายามจะทำให้มันกลับลงไปยังน้ำเพื่อที่มันจะได้มีแรงและว่ายน้ำกลับไปแต่ท่านคิดผิดแทนที่มันจะดีใจเมื่อได้เจอน้ำมันกลับว่ายหนีขึ้นมาบนผืนทรายอีกครั้งและนอนหมดแรงอยู่อย่างนั้นท่านฤาษีอังคตก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงดีจึงพามันกลับไปที่ป่าด้วยและให้มันนอนพนักอยู่ที่หน้าอาสมอยู่เรื่อยมา

ดังนั้นด้วยความที่ว่ามันได้เป็นงูชนิดที่แปลกไปจากงูอื่นๆและมีขนาดตัวที่ใหญ่มันจึงเป็นที่น่าเกรงขามของเหล่าสัตว์ทั่วๆไปและท่านฤาษีอังคตก็ได้ตั้งชื่อให้มันว่าอสรชาติท่านฤาษีนั้นได้แปลกใจมากที่งูลักษณะคล้ายพญานาคตัวนี้ชอบเลื่อยอยู่ในป่าแทนที่จะหาแหล่งน้ำหรือพยายามจะกลับไปที่ชายฝั่งทะเลและยิ่งนานวันมันก็ยิ่งดูแข็งแรงขึ้นจนกลายเป็นสัตว์ที่คอยเฝ้าอาสมของท่านไปแล้ว

เนื่องจากนี้อสรชาติได้อยู่กับท่านฤาษีมาหลายปีจนกระทั่งตัวมันได้โตเต็มที่และมีหงอนเป็นสีเขียวเกล็ดสวยงามในวันหนึ่งนั้นท่านฤาษีได้สังเกตว่าอสรชาติได้เปลี่ยนแปลงไปโดยมันดูสงบนิ่งมากขึ้นอีกทั้งไม่ชอบเลื่อยไปเที่ยวที่ไหนไกลๆเหมือนเช่นที่ผ่านมาท่านฤาษีทำได้แต่เฝ้าดูและคิดว่าที่มันเปลี่ยนแปลงไปนั้นเพราะคงจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว

ซึ่งหลังจากนั้นมาอสรชาติก็เลื่อยออกไปจากอาสมและท่านฤาษีได้ออกตามหาโดยการสืบถามจากบรรดาจากสัตว์ต่างๆที่ได้เห็นอสารชาติได้เลื่อยผ่านไปจนได้รู้ว่าอสรชาติได้เข้าไปพักอาศัยในถ้ำแห่งหนึ่งและอยู่ในถ้ำนั้นนานแล้วท่านฤาษีก็คิดว่าอสรชาติคงอยากอยู่ตามลำพังท่านก็เลยไม่ได้ติดตามไปยังในถ้ำ

 

สนับสนุนโดย.  gclub