ตำนานต้นกำเนิดของพระองค์อินทร์

          ว่ากันว่าก่อนที่พระอินทร์จะเป็นองค์เทพที่สถิตอยู่บนสรวงสวรรค์นั้น ต้นกำเนิดของพระองค์อินทร์ แต่เดิมนั้นเขาก็คือประชาชนคนหนึ่งมาก่อนนั่นเองโดยก่อนที่จะกลายเป็นองค์อินทร์ที่อยู่บนสรวงสวรรค์เขาเป็นชายหนุ่มที่ชื่อว่ามรรคมานพ    ซึ่งสมัยที่ มรรคมานพ  อยู่ที่โลกมนุษย์นั้นเขาเป็นบุคคลที่ทำแต่คุณงามความดีคอยแต่ช่วยเหลือผู้อื่นมาโดยตลอดทำให้เขากลายเป็นคนที่มีคนอิจฉาริษยาอยู่มากมายนั่นเอง

        แน่นอนว่ากลุ่มคนที่อิจฉาริษยาในตัวของมรรคมานพ นี้   ต่างก็ไม่พอใจก็คิดว่ามรรคมานพ  ชอบทำอะไรเกินหน้าเกินตาคนอื่นและด้วยความอิจฉาริษยานี้เองกลุ่มคนเหล่านั้นจึงได้ไปฟ้องพระราชา โดยบอกว่า มรรคมานพ   เป็นคนเลวโดยมีการสร้างเรื่องว่ามรรคมานพมีการทำเร็วอะไรบ้างซึ่งพระราชาเองนั้นก็ฟังความข้างเดียวและไม่ได้มีการตรวจสอบว่าเรื่องราวดังกล่าวจริงหรือไม่เมื่อมีคนมาฟ้องว่า มรรคมานพ  เป็นคนไม่ดีพระราชาจึงได้สั่งให้ทหารไปจากตัวมรรคมานพ  มาและลงโทษทันทีด้วยการสั่งให้ช้างนั้นกระทืบไปที่ร่างกายของมรรคมานพ  จนกว่าจะเสียชีวิต 

      แต่ก็เกิดเรื่องราวน่าอัศจรรย์ใจเกิดขึ้นเมื่อช้างที่ถูกปล่อยให้เข้ามาเพื่อหวังจะกระทืบมรรคมานพ   ให้ตายนั้นปรากฏว่าช้างเหล่านั้นไม่ยอมที่จะทำร้ายมรรคมานพ  เลยแม้แต่ตัวเดียว พวกมันยืนเฉยๆจนในที่สุดพระราชาก็ได้เข้าใจว่าแท้ที่จริงแล้ว มรรคมานพ  ไม่ได้เป็นคนเลวตามที่พระองค์ได้รับการยุยงมา  หลังจากนั้น  พระราชา  ได้มีการสั่งให้ทหารไปแอบสืบลับเกี่ยวกับพฤติกรรมของมรรคมานพ   ว่าเป็นอย่างไรบ้างเจ้านายที่สุดพระองค์จึงได้รู้ว่า มรรคมานพ  นั้นเป็นคนดีตั้งแต่คุณงามความดีและทำประโยชน์ให้กับประชาชนทั่วไปและสังคมเป็นอย่างมาก

            ดังนั้นพระราชาจึงได้ทำการขอโทษมรรคมานพ  กับเรื่องราวที่พระองค์เข้าใจผิดและได้แต่งตั้งมรรคมานพ  เป็นผู้ดูแลทุกข์สุขของประชาชนและบ้านเมืองนับตั้งแต่นั้นมาและพระราชายังได้พระราชทานช้างให้กับมรรคมานพ  เอาไว้ใช้งานในการสร้างสิ่งต่างๆในชุมชน และหลังจากนั้นเป็นต้นมาทั้งมรรคมานพ   ช้าง ต่างก็ทำคุณงามความดีและประโยชน์ให้กับชาวบ้านจนท้ายที่สุดแล้วเมื่อเสียชีวิตลงทั้งมรรคมานพ  และช้างคู่ใจก็ได้กลายเป็นพระองค์อินทร์ที่อยู่บนสรวงสวรรค์และช้างตัวดังกล่าวนั้นก็กลายมาเป็นช้างเอราวัณซึ่งเป็นช้างคู่พระทัยของพระองค์อินทร์นั่นเอง

สำหรับตำนานของพระองค์อินทร์และช้างเอราวัณนั้นนับได้ว่าเป็นตำนานที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอินเดียส่วนใหญ่เนื่องจากว่าคนอินเดียนั้นมีความนับถือเกี่ยวกับเรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเรื่องเล่าอภินิหารได้ทั้งนั้นมักจะมีตำนานที่มีการเล่าขานมาตั้งแต่ในสมัยโบราณมากมายหลายตำนานและหนึ่งในตำนานของช้างเอราวัณซึ่งเป็นช้างคู่พระวรกายของพระองค์อินทร์นั้นก็เป็นตำนานที่ชาวเมืองอินเดียให้ความเคารพนับถือจนทุกวันนี้ถ้าหากใครไปเที่ยวที่ประเทศอินเดียก็จะเห็นรูปปั้นของช้างเอราวัณหรือแม้แต่ในประเทศไทยเองในกรุงเทพฯก็ยังมีรูปปั้นเอราวัณอยู่ตรงสี่แยกเอราวัณนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย.  ทางเข้า ยูฟ่าเบท มือถือ

ประเพณีการไว้ทุกข์สุดแปลกของประเทศอินโดนีเซีย  การไว้ทุกข์ด้วยการตัดปลายนิ้วมือ

         ประเพณีการไว้ทุกข์สุดแปลก สำหรับเรื่องราวของการไว้ทุกข์ จะมีการกระทำกันก็ต่อเมื่อคนๆหนึ่งได้สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป  ซึ่งการสูญเสียในที่นี้ก็คือการจากกันด้วยความตาย เพราะพวกเขาจะไม่ได้เจอกันอีกตลอดกาล ดังนั้นหากใครที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ก็มักจะมีประเพณีที่ทำต่อต่อกันมา นั่นก็คือ ประเพณีของการไว้ทุกข์นั่นเอง 

       สำหรับประชาชนคนไทย วิธีการไว้ทุกข์ของคนไทยเรานั้นจะยึดการใส่เสื้อที่เป็นสีดำ ประเพณีการไว้ทุกข์สุดแปลก  เพื่อแสดงให้เห็นถึงเขาโศกเศร้าเสียใจ  แต่สำหรับประเทศอื่นอื่นนั้นการไว้ทุกข์ของพวกเขาอาจจไม่ได้เหมือนกับของคนไทยก็ได้ แต่ละประเทศหรือแต่ละชนเผ่ามักจะมีประเพณีและวิธีการไว้ทุกข์ที่แตกต่างกันออกไป

 

     อย่างเช่นประเทศอินโดนีเซีย  ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ใกล้กับประเทศไทยนี้ คุณเชื่อหรือไม่ว่าคนในประเทศอินโดนีเซีย จะมีชนเผ่าหนึ่งที่อาศัยอยู่และพวกเขามีวัฒนธรรมและประเพณีที่ไม่เหมือนกันคนในประเทศอินโดนีเซียคนอื่นอื่น นั่นก็เพราะว่าเขามีประเพณีเกี่ยวกับเรื่องของการไว้ทุกข์ที่ไม่เหมือนใคร  อาจจะกล่าวได้ว่าในโลกนี้ก็ไม่มีประเพณีการไว้ทุกข์ของที่ไหนจะเหมือนกันของที่นี่อย่างแน่นอน

      นั่นก็เพราะว่าประเพณีการไว้ทุกข์ของชนเผ่าแห่งนี้มีความแปลกและน่ากลัวไม่เหมือนใครเลยทีเดียว สำหรับชนเผ่าที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่ในตอนนี้นั่นก็คือ ชนเผ่า ดานนี  สำหรับชนเผ่านี้เขามีวิธีการไว้ทุกข์ให้กับคนรักของตัวเองด้วยวิธีการแปลกแปลกและไม่เหมือนใครอย่างแน่นอน สำหรับประเพณีการไว้ทุกข์ให้กับหนุ่มคนรักของสาวสาวเผ่า ดานนี่ นั้นก็คือ หากสาวสาวคนไหนที่คนรักของเขาตายไปแล้วล่ะก็จะต้องไว้ทุกข์ด้วยกันตัวนิ้ว โดยตัดที่ปลายนิ้วให้หายไปหนึ่งข้อ ถือได้ว่านี่คือวิธีการที่แสดงออกถึงการไว้อาลัยให้กับคนรักที่จากไปของสาวสาวเผ่านี้กัน

        สำหรับวิธีกรรมการตัดนิ้วเพื่อแสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของคนรักของสาวสาวเผ่าดานนี่นี้นั้น มากจากความเชื่อทางด้านศาสนาของพวกเขาที่มีการสั่งสอน และมีการทำเป็นประเพณีแบบนี้มาอย่างยาวนาน  สำหรับขั้นตอนการตัดนิ้วนั้น พวกเขาจะเอาเชือกมาพันที่นิ้วทำให้นิ้วเกิดอาการชาเสียก่อน หลังจากนั้นก็ค่อยทำการตัดนิ้ว และปิดแผลให้เลือดหยุดไหล และเมื่อวันเวลาผ่านไปนิ้วที่ถูกตัดก็จะค่อยๆหายและมีการสร้างปลายนิ้วใหม่ขึ้นมาเองตามธรรมชาติ

          ในปัจจุบันนิ้วิธีการไว้ทุกข์ของเผ่าดานนี่ ถูกทางรัฐบาลของประเทศอินโดนีเซีย สั่งห้ามไม่ให้ทำแล้ว

 

สนับสนุนโดย.    แจ้งฝาก-ถอน sbobet

ตำนานของอรุณเทพบุตร 

             เชื่อว่าหลายคนอาจจะไม่ค่อยคุ้นชินกับเทพองค์หนึ่งที่ชื่อว่าเทพอรุณนบุษสักเท่าไหร่. อรุณเทพบุตร  แต่ถ้าหากใครศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของเทพเจ้าของคนอินเดียอาจจะคุ้นชินชื่อหนีกันบ้างเนื่องจากว่าเทพบุตรนั้นเขาคือผู้ที่บังคับม้าให้รถพระที่นั่งของพระอาทิตย์นั่นเอง  สำหรับลูกรักของอรุณเทพบุตรนั้นจะเห็นได้ว่าท่อนบนของเขานั้น

มีลักษณะคล้ายกับมนุษย์แต่ ส่วนล่างจะไม่มีจะมีลำตัวถึงแค่หัวเข่าเท่านั้น  ส่วนสาเหตุของรูปร่างที่เป็นเช่นนั้นเกิดมาตั้งแต่สมัยที่อรุณเทพบุตรเกิดมาก็มีรูปร่างแบบนี้แล้วซึ่งมีตำนานเล่าถึงที่มาที่ไปของรูปร่างของเทพอรุณบุตรที่ไม่มีรูปร่างสมส่วนเหมือนกับคนอื่นนั่นก็เพราะว่า

          อันที่จริงแล้ว อรุณเทพบุตร นั้นเป็นลูกซึ่งเกิดจากพระฤาษีและมีมารดาเป็นพญานาคซึ่งเป็นพระมารดาคนเดียวกันกับพญาครุฑนั่นเองโดยในสมัยนั้นเนื่องจากว่าพระฤาษีได้ให้แม่ของพญาครุฑซึ่งขณะนั้นกำลังตั้งท้องได้ขอพร 1 ข้อนางจึงได้ขอพรให้ลูกของนางนั้นข้อศอกมาแค่ 2 ตัวแต่ว่าลูกทั้ง 2 ตัวของนางจะต้องมีความแข็งแกร่งทนทานไม่มีใครที่จะสามารถทำอันตรายลูกของนางง่ายหลังจากนั้นเมื่อนางคลอดลูกออกมาก็กลายเป็นไข่ 2 ฟองซึ่งนางต้องรอคอยเป็นระยะเวลามากกว่า 5 พันปีไข่ที่นางฟักออกมาก็ไม่ยอมแตกสักทีในขณะที่เมียอีกคนนึงของพระฤาษีซึ่งเป็นพญานาคเหมือนกันและเป็นพี่สาวของแม่ของพญาครุฑได้คลอดลูกออกมาหลายพันธุ์ฟองแต่ไข่ของพญานาคนั้นกับแตกออกหมดแล้วทำให้เห็นพญานาคมากมายหลายสายพันธุ์และหลากสี

       ทำให้แม่ของพญาครุฑเกิดความรู้สึกไม่พอใจที่ขายของตนเองนั้นไม่ฟังเธอจึงได้หาอะไรมาคบไข่หลังจากที่ทุกไขเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงเห็นว่าภายในไข่ของตนเองนั้นมีลูกชายซึ่งรูปร่างยังไม่สมบูรณ์ดี นั่นก็คืออรุณเทพบุตรนั่นเองหลังจากที่อรุณเทพบุตรถูกแม่ของตนเองทุบไข่ทำให้ไม่สามารถเข้าไปอยู่ในไข่เพื่อฟักตัวได้แล้วด้วยความโกรธเขาจึงได้สาปแช่งแม่ของตนเองว่าให้แม่ของเขานั้นกลายเป็นทาสแม่ของพญานาคและผู้ที่จะมาแก้คำสาปได้นั้นก็คือพญาครุฑซึ่งเป็นน้องชายที่ยังอยู่ในไข่นั่นเอง

        หลังจากที่อรุณเทพบุตรได้มีการสาปแช่งแม่ของตนเองแล้วเขาก็ได้ไปอาศัยอยู่กับพระอาทิตย์โดยทำหน้าที่เป็นคนขับรถมาให้กับพระอาทิตย์นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาและไม่เคยกลับมาหาแม่ของตนเองอีกเลยเนื่องจากว่าอรุณเทพบุตรนั้นโกรธแม่ของตนเองเป็นอย่างมากที่มาทำลายไข่ของตนเองทำให้ตนเองนั้นมีรูปร่างที่ไม่สมประกอบนั่นเอง 

 

สนับสนุนโดย.  ufabet ฝาก-ถอน ออโต้

ตํานานหมู่บ้านลัดดาแลนด์

         เรื่องราวตำนาน ความน่ากลัวของ หมู่บ้านลัดดาแลนด์ ซึ่งเป็นหมู่บ้านใหญ่แห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่เกิดขึ้นมาได้ตั้งแต่ช่วงประมาณปีพศ 2520 ซึ่งในขณะนั้นมีเศรษฐีคนหนึ่งได้มีการซื้อพื้นที่เพื่อเอาไว้สร้างหมู่บ้าน  โดยหมู่บ้านลัดดาแลนด์นั้นเป็นหมู่บ้านที่ขายให้กับเศรษฐีโดยเฉพาะเนื่องจากว่าราคาบ้านนั้นค่อนข้างแพงหลายสิบล้านบาทแต่ใช้ระยะเวลาเพียงไม่นานหมู่บ้านก็ขายหมดทุกหลังแล้วเมื่อคนเริ่มทยอยเข้าไปอยู่ผู้คนก็มีความสุขเนื่องจากว่าบรรยากาศภายในหมู่บ้านนั้นค่อนข้างเงียบสงบและมีสวนสาธารณะที่สวยงาม

แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่ออยู่บ้านหลังหนึ่งเมื่อเกิดโศกนาฏกรรมเกิดขึ้น

เมื่อมีบ้านหลังหนึ่งที่ปลูกอยู่ภายในพื้นที่ของ หมู่บ้านลัดดาแลนด์ ถูกคนร้ายเข้าไปลักของในช่วงเวลากลางคืนและกลุ่มคนร้ายก็ได้ถ้าเจ้าของบ้านและคนที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังดังกล่าวนั้นเสียชีวิตทั้งหมดและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาบ้านหลังดังกล่าวก็กลายเป็นบ้านร้างส่วนเพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่ด้านข้างก็มักจะได้ยินเสียงคนร้องโหยหวนยามค่ำคืนบางครั้งก็ดีเสียงหัวเราะของเด็กหรือบางทีก็ได้ยินเสียงคนออกมารดน้ำต้นไม้ตอนเวลากลางคืนอีกทั้งยังมีกลิ่นเหม็นเน่าโชยออกมา

       ทำให้บ้านที่อาศัยอยู่โดยรอบบริเวณบ้านร้างต่างพากันหวาดกลัวท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็พากันย้ายออกหลังจากที่ไม่มีเพื่อนบ้านอยู่ติดกับบ้านร้างแล้ววิญญาณของผู้คนที่ตายอยู่ในบ้านร้างหลังดังกล่าวก็ออกไปหลอกหลอนเพื่อนบ้านซึ่งอยู่ในซอยอื่นๆจนในที่สุดคนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านลัดดาแลนด์ต่างก็พากันย้ายออกจากหมู่บ้านดังกล่าวทั้งหมดทำให้หมู่บ้านลัดดาแลนด์กลายมาเป็นหมู่บ้านร้าง 

                อย่างไรก็ตามยังคงมีบ้านอยู่ 3 หลังที่ไม่ยอมย้ายออกแต่บ้านทั้ง 3 หลังนั้นก็อยู่ไกลจากบ้านหลังดังกล่าวมากแต่แล้ววันหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอีกครั้งหนึ่งเมื่อ 1 ใน 3 ของบ้านที่ยังมีคนอาศัยอยู่นั้นเป็นบ้านที่มีคนรับใช้ชาวพม่าอาศัยอยู่เพียงคนเดียวเพราะเจ้าของบ้านนั้นเป็นชาวต่างชาติและในขณะนี้เจ้าของบ้านอยู่ต่างประเทศในช่วงกลางดึกมีขโมยเข้ามาลักทรัพย์และได้ฆ่าสาวรับใช้ชาวพม่าเสียชีวิตแล้วนำศพของสหรัฐใช้ไปใส่ไว้ในตู้เย็นกว่าจะมีคนมาพบศพก็เป็นระยะเวลาเป็นอาทิตย์ซึ่งระหว่างนั้นเพื่อนบ้านยังบอกว่ายังเห็นสาวรับใช้คนดังกล่าวออกมานั่งบริเวณหน้าบ้านอยู่บ่อยๆ

              แต่ก็จะได้กลิ่นเหม็นโชยออกมาจากภายในบ้านจนเพื่อนบ้านทนไม่ไหวจึงได้ตะโกนคุยกับสาวรับใช้ในวันหนึ่งที่เธอออกมานั่งบริเวณหน้าบ้านในช่วงยามค่ำคืนแต่เมื่อสาวรับใช้คนนั้นหันหน้ากลับมากับพบว่ามีสภาพใบหน้าที่และวันรุ่งขึ้นเพื่อนบ้านจึงได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจลองเข้าไปค้นบ้านหลังดังกล่าวจึงพบว่าหญิงสาวคนรับใช้คนดังกล่าวเสียชีวิตมานานกว่าสัปดาห์แล้วและสิ่งที่เพื่อนบ้านหินนั้นก็เป็นเพียงแค่วิญญาณของเธอทำให้นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ในหมู่บ้านลัดดาแลนด์อีกเลย

 

สนับสนุนโดย    สมัคร sbobet โดยตรง