โคโรน่าไวรัส

ถือเป็นข่าวที่เป็นกระแสมากๆ เพราะเจ้าไวรัสโครโรน่านี้นั้นมีการระบาดไปหลายประเทศแล้ว และประเทศไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศที่เสี่ยงไวรัสโคโรน่านี้ ซึ่งก้มีการเกาะติดสถานการณ์ไวรัสโครโรน่านี้อย่างใกล้ชิด เพื่อจะได้รู้ว่าไว้รัสนั้นมีการแพร่ระบาดไปที่ใดบ้างและสถานการณ์นั้นสามารถไขหรือสามารถหยุดยั้งได้หรือยัง เชื่อว่าในช่วงแรกนั้นหลายคนอาจจะไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่หรือเป็นประเด็นที่เราต้องติดตาม

เพราะคิดว่าก็เป็นเหมือนไข้หวัดชนิดหนึ่งที่มีการระบาดอยู่ที่ประเทศจีน และเมื่อจีนมีการปะกาศปิดเมือง คือเมืองอู่ฮั่นที่เป็นต้นเหตุของโรคระบาดนี้นี่เอง โดยทางการจีนได้มีการไล่ปิดเมืองรอบๆอู่ฮั่นด้วย และประเทศไทยนั้นได้มีการพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่านี้จาก 1รายและเพิ่มมากขึ้นเป็นหลายรายและมีการรายงานจากประเทศต่างๆว่ามีผู้ติดเชื้อจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆด้วย

ไม่ว่าจะเป็นทวีปอเมริกา ยุโรป และเอเชีย หลายๆประเทศ กลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกนั้นตั้งตารอคอยว่าเมื่อไหร่ที่จะสามารถจัดการกับเจ้าไว้รัสโคโรน่าได้สักที และเมื่อจีนมีการปิดเมืองเนื่องจากยอดผู้ติดเชื้อนั้นเยอะมาก ทำให้ทางการจีนนั้นต้องมีการสร้างโรงพยาบาลชั่วคราวขึ้นมาเพื่อรักษาคนที่ติดเชื้อไวรัสนี้ซึ่งการสร้างโรงบาลแต่ละแห่งขึ้นมานั้นใช้เวลาในการสร้างเพียง10วันเท่านั้น ซึ่งถือว่าเร็วมากและมีการเปลี่ยนโรงแรมบางแห่งในอู่ฮั่นให้เป็นเขตกักกันผู้ป่วยด้วย และมีการลดและงดการประชุมขนาดใหญ่ และห้ามการค้าสัตว์ป่าทุกชนิดทั่วประเทศจีนเลยและมีการสั่งหยุดโรงเรียนชั่วคราวด้วย 

การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าในเมืองอู่ฮั่นในจีนนั้นสามารถขยายวงกว้างในการระบาดมากกว่าที่คิดเพราะเชื้อไวรัสนั้นใช้เวลาในการฝักตัว2-10วัน และขณะฝักตัวอาจจะไม่มีการแสดงอาการป่วยให้รู้ ซึ่งอาจจะมีการแพร่กระจายไปยังคนอื่นได้มากกว่าที่คิด ซึ่งเชื้อไวรัสโคโรน่านั้นสามารถติดได้ทางสารคัดหลั่ง ไม่ว่าจะเป็นน้ำลาย น้ำตา น้ำมูก หรือแม้ละอองการไอหรือจาม ก็สามารถทำให้ติดเชื้อไวรัสได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเป็นโคโรน่าหรือยังก็สามารถแพร่เชื้อได้แล้ว กล่าวคือผู้ป่วยที่เป็นโคโรน่านั้น ภายนอกยังดูแข็งแรงดีแต่ในร่างกายมีเชื้อแล้วนั้นก็สามารถแพร่เชื้อไปสู้ผู้อื่นได้ 

และนี่คือความรุนแรงแลพน่ากลัวของเชื้อไวรัสชนิดนี้ หรือโคโรน่าไวรัส และสาเหตั้ทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าเสียชีวิตนั้นเกิดจากการที่ผู้ป่วยมีโรคประจำตัว เช่นผู้สูงอายุ เด็ก เป็นต้น และอาการที่พบบ่อยคือปอดอักเสบนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  sagame

นาฏศิลป์ไทยที่กำลังจะถูกกลืนหายไป

นาฏศิลป์ศิลปะการแสดงที่เป็นเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของประเทศไทย เป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่มาในรูปแบบการแสดง มีประวัติความเป็นมาอย่างยาวนาน อยู่เคียงคู่สังคมและวัฒนธรรมไทยตั้งแต่สมัยโบราณ แต่ปัจจุบันด้วยกระแสสังคมที่เปลี่ยนไปนี้ทำให้นาฏศิลป์ไทยถูกกลืนหายไปกับเวลาที่เพิ่มมากขึ้น คนเริ่มสนใจและละเล่นนาฏศิลป์น้อยลงมาก เห็นได้จากการแสดงที่หาดูได้ยากขึ้น แม้จะมีเทคโนโลยีที่สามารถรับชมรายการต่างๆได้ง่ายขึ้น

แต่กลับเป็นเรื่องยากที่จะชมนาฏศิลป์ไทยทั้งๆที่มีโซเชียลมีเดียมากมายหลายช่องทาง บางคนอาจจะลืมไปแล้วว่านาฏศิลป์ไทยมีอะไรบ้าง หรือเด็กสมัยใหม่อาจจะยังไม่ทราบว่านาฏศิลป์ไทยคืออะไร มีการแสดงอะไรบ้าง วันนี้เราจะมารวบรวมประเภทของนาฏศิลป์ไทยต่างๆเพื่อให้ทุกคนได้ทราบและพอเข้าใจกัน

นาฏศิลป์ไทยแบ่งได้ตามลักษณะรูปแบบการแสดง ได้เป็น   4  ประเภท ดังนี้

  1. โขน 

เป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทย เอกลักษณ์ของโขน ในสมัยก่อนนิยมจัดแสดงเฉพาะงานพิธีที่มีความสำคัญเท่านั้น คือ ผู้แสดงต้องสวมหัวที่เรียกว่า โขน ตลอดระยะเวลาที่แสดง และใช้ท่าทางการเต้นไปตามบทพากย์ และตามทำนองเพลงของวงปี่พาทย์ ซึ่งเรื่องที่นิยมแสดงในโขน คือ เรื่องรามเกียรติ์ 

  1. ละคร  

ศิลปะการแสดงตามเรื่องราวผ่านการร่ายรำ ซึ่งมีการพัฒนามาจากการเล่านิทาน เอกลักษณ์ของละครคือผู้แสดงจะต้องแสดงลีลา ท่าทางให้เข้ากับบทละคร บทร้อง ทำนองเพลงที่วงปี่พาทย์บรรเลง ในสมัยก่อนมีการแบ่งละครเป็นของชาวบ้านและของหลวง ได้แก่ ละครนอก ละครใน และละครโนราชาตรี

  1. รำและระบำ  

ศิลปะการแสดงด้วยการร่ายรำประกอบดนตรี บทเพลงและบทขับร้อง โดยไม่ได้แสดงไปตามเรื่องราว 

3.1  รำ  คือ การร่ายรำที่มีผู้แสดงตั้งแต่ 1-2 คน โดยมีการร่ายรำให้เข้ากับจังหวะ ทำนองเพลงที่บรรเลงประกอบการแสดง ไม่ได้แสดงเป็นเรื่องราว และอาจมีบทขับร้องประกอบทำนองเพลงด้วย เช่น การรำเดี่ยว การรำคู่ การรำอาวุธ รำแม่บท เป็นต้น  

3.2  ระบำ  คือ การร่ายรำที่มีผู้แสดงตั้งแต่ 2 คนขึ้น มีการแสดงลักษณะเดียวกับการรำ ไป โดยมีการร่ายรำให้เข้ากับจังหวะ ทำนองเพลงที่บรรเลงประกอบการแสดง ไม่ได้แสดงเป็นเรื่องราว และอาจมีบทขับร้องประกอบทำนองเพลงด้วย แต่การระบำมักจะบรรเลงด้วยวงปี่พาทย์ เช่น ระบำกฤดาภินิหาร ระบำฉิ่ง ระบำสี่บท

๔. การแสดงพื้นเมือง  

ศิลปะแห่งการแสดงที่มีการรำ  การระบำ หรือการละเล่นอันเป็นเอกลักษณ์ของประชากรในท้องถิ่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการละเล่นดนตรี การรำ การบรรเลงเพลง 

นี่ก็เป็นเพียงประเภทของนาฏศิลป์ไทยอย่างพอสังเขปเท่านั้น นาฏศิลป์ไทยเป็นศิลปะการแสดงที่ควรค่าแก่รักษาไว้ เพราะเป็นศิลปะการแสดงที่มีความสง่างามและเสน่ห์ที่ไม่อาจหาชมได้จากที่ไหนอีก การรักษาไว้ซึ่งนาฏศิลป์ไทยก็เหมือนกันรักษาศิลปะและวัฒนธรรมของไทยให้ยังคงมีอยู่ตลอดไป เพื่อที่จะส่งต่อให้รุ่นลูกรุ่นหลานได้รู้ซึ้งในศิลปะการแสดงของไทย หากเรามัวแต่หลงใหลไปกับเทคโนโลยี ความทันสมัยต่างๆ นาฏศิลป์ไทยอาจถูกกลืนหายไปได้

จนไม่รู้ไว้ให้เราได้ชื่นชม เมื่อรู้ตัวอีกทีเราอาจเหลือเพียงชื่อเรียกขานนาฏศิลป์เหล่านั้น แต่ไม่เหลือไว้ซึ่งศิลปะการแสดงให้เห็นอีกต่อไปแล้ว ฉะนั้นแล้วเราต้องมาเริ่มเรียนรู้นาฏศิลป์ไทยกัน แม้ไม่อาจจะทำการแสดงได้ แต่การรู้จักไว้ย่อมเป็นประโยชน์อย่างหนึ่ง อย่างน้อยก็สามารถบอกต่อ สอนรุ่นน้อง รุ่นลูก รุ่นหลานให้รู้จักกับศิลปะและวัฒนธรรมไทยได้บ้างย่อมดีกว่าการที่ไม่รู้อะไรเลย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย    ufabet

ตำนานต้นกำเนิดของดอกกุหลาบ

          สำหรับดอกกุหลาบนั้นว่ากันว่ามีอายุมานานหลายล้านปีแล้วซึ่งเชื่อกันว่าในสมัยโบราณนั้นประเทศที่ชื่นชอบและรักดอกกุหลาบมากที่สุดคงจะหนีไม่พ้นประเทศโรมันเพราะประเทศโรมันนั้นได้มีการสร้างพื้นที่เอาไว้สำหรับปลูกดอกกุหลาบโดยเฉพาะและที่สำคัญยังรับซื้อดอกกุหลาบจากประเทศอียิปต์เป็นจำนวนมากอีกด้วยเลยคนโรมันนั้นชีวิตประจำวันของพวกเขา

นั้นจะมีความเกี่ยวพันกับดอกกุหลาบซึ่งคนโรมันมักจะนำดอกกุหลาบนั้นมาผลิตเป็นขนมหรือแม้แต่ทำเป็นตัวยาเอาไว้รักษาโรคและยังสามารถนำมาประกอบอาหารและทำไวน์กุหลาบได้อีกด้วยว่ากันว่าชาวโรมันเชื่อว่าดอกกุหลาบนั้นเป็นตัวแทนแห่งความรักซึ่งมีการพูดถึงตำนานการเกิดกุหลาบในครั้งแรกของโลกเอาไว้ด้วยว่าในความเชื่อของชาวโรมันมีการเชื่อกันว่าดอกกุหลาบนั้นเป็นดอกไม้ที่เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นการแสดงความรักของเทพเจ้า  อโฟรไดท์ ที่มีต่อเทพเจ้า อคอนิส

ซึ่งว่ากันว่าเทพเจ้าทั้ง 2 องค์นั้นรักกันอย่างมากแต่อยู่มาวันหนึ่งเทพเจ้าอคอนิส นั้นได้มีการต่อสู้กับหมาป่า และเกิดภาพช้างถูกหมาป่าฆ่าตายเมื่อเทพเจ้า   อโฟรไดท์ รู้เรื่องไหว้เทพเจ้า อคอนิส เสียชีวิตแล้วก็เสียใ จมาก พระนางร้องไห้อย่างหนักจากการจากไปของเพทเจ้า อคอนิส มีตำนานแบ่งออกเป็น 2 แบบนั่นก็คือ  เทพเจ้า อโฟรไดท์ ร้องไห้เสียใจจนน้ำตาเป็นสายเลือดหยดลงพื้นแล้วก่อกำเนิดเป็นต้นกุหลาบขึ้นมา

กลับอีกตำนานหนึ่งได้บอกว่าหลังจากที่เทพเจ้า อคอนิสตาย  เทพเจ้า   อโฟรไดท์ ก็ได้เสียใจมากเช่นเดียวกันเพราะนางไม่สามารถทนมีชีวิตต่อไปได้จึงใช้มีดปักไปที่หัวใจของพระนางและหยดเลือดของพระนางได้หล่นลงพื้นดินก่อเป็นต้นกำเนิดของดอกกุหลาบนั่นเองอย่างไรก็ตามไม่ว่าจะตำนานแบบไหนสิ่งที่เรารู้กันดีอยู่ก็คือดอกกุหลาบเป็นตัวแทนของความรักโดยเฉพาะดอกกุหลาบสีแดง

ซึ่งหมายถึงหยดเลือดที่หยดลงไปในพื้นดินแล้วทำให้มีต้นกุหลาบโหขึ้นมากลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักมาหลายพันปีจนถึงปัจจุบันดอกกุหลาบก็ยังเป็นตัวแทนของความรักอยู่นั่นเองซึ่งไม่ว่าจะเป็นเทศกาลไหนหนุ่มสาวมักจะใช้ดอกกุหลาบในการบอกความในใจของตนเองให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับรู้หรือแม้แต่ในการจัดงานต่างๆไม่ว่าจะเป็นงานวันเกิดหรืองานแต่งงานก็มักจะมีดอกกุหลาบหลากหลายสีสันถูกนำมาจัดประดับตกแต่งภายในงานด้วยเช่นเดียวกัน 

 สำหรับตำนานที่พูดถึงต้นกำเนิดต่อกราบนี้เป็นตำนานของต่างประเทศซึ่งประเทศไทยเองก็มีตำนานเกี่ยวกับเรื่องของต้นกำเนิดของดอกกุหลาบเช่นเดียวกันโดยมีการแต่งขึ้นในสมัยของรัชกาลที่ 6 และพระองค์เป็นผู้ประพันธ์บทละครเกี่ยวกับตำนานของดอกกุหลาบขึ้นมาเอง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ufabet

พระนางศุภยาลัตกับความโหดเหี่ยมตอนขึ้นครองราชย์

          เมื่อพูดถึงพระเจ้าธีบององคือพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งของประเทศพม่าซึ่งในขณะนั้นพระองค์มีพระมเหสีชื่อว่าพระนางศุภยาลัตว่ากันว่าในช่วงที่พระเจ้าธีบองยังไม่ขึ้นครองราชย์นั้นแม่ของพระนางศุภยาลัตเป็นผู้ดำรงตำแหน่งพระสนมของพระมหากษัตริย์พระองค์เดิมอยู่ ซึ่งแม่ของพระนางศุภยาลัตคือพระนางอเลนันดอเกรงว่าเมื่อพระสวามีสิ้นพระชนม์ไปแล้วพระนางจะถูกกำจัดออกไปจากเมืองพม่าจึงได้มีการวางแผนกับลูกสาวก็คือพระนางศุภยาลัต

เพื่อต้องการโค่นล้มอำนาจพระมหากษัตริย์พระองค์เดิม ซึ่งพระองค์จึงได้วางแผนกันว่าจะต้องหาใครสักคนนั้นมาครองเมืองพม่าโดยคนที่ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์นั้นจะต้องอยู่ภายใต้อำนาจของพระนางอเลนันดอและเมื่อพระองค์รู้ว่าพระเจ้าธีบองนั้นชอบพอกับพระนางศุภยาลัตพระนางจึงได้มีการวางแผนให้พระเจ้าธีบองขึ้นครองอำนาจเป็นพระมหากษัตริย์โดยมีพระนางอเลนันดอคอยควบคุมอยู่เบื้องหลัง

และในที่สุดพระนางอเลนันดอก็ได้มีการวางแผนให้ทหารไปทำการจัดกลุ่มเหล่าเชื้อสายพระมหากษัตริย์ทั้งหลายพี่ไม่ได้อยู่ข้างเดียวกับพระนางมาให้หมดรวมถึงญาติพี่น้องของพระนางที่ไม่ได้อยู่ข้างเดียวกับพระนางด้วยนำจับมาคุมขังไว้ และเมื่อพระมหากษัตริย์องค์กรเสียชีวิตลงพระเจ้าธีบองก็ได้ขึ้นครองอำนาจต่อหลังจากนั้นแผนการของพระนางอเลนันดอกับพระนางศุภยาลัตก็เริ่มต้นขึ้น

โดยในแต่ละคืนนั้นเหล่าราชวงค์ที่ถูกจับไปคุมขังไว้จะถูกนำมาประหารชีวิตคืนละคนซึ่งวิธีการประหารนั้นหากเป็นเจ้าชนชั้นสูงฝ่ายในก็จะใช้ท่อนจันทน์ทุกข์ไปที่ลูกกระเดือกจนตายแต่ถ้าหากเป็นเจ้าชนชั้นสูงฝ่ายนอกก็จะถูกถนนจันทน์นั้นตีไปที่หัวจนกว่าจะตาย ซึ่งการฆ่าเหล่าราชวงศ์ในครั้งนั้นทุกคนจะถูกฆ่าตายทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือคนแก่ก็ตามรวมถึงเหล่าข้าราชบริพารที่คอยรับใช้เหล่าเชื้อพระวงศ์เรานั้นทั้งหมด

ก็จะถูกฆ่าตายด้วยโดยมีการเล่าฤาสื่อถึงเรื่องของการคาดเดาราชวงศ์นี้ว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งที่พระนางศุภยาลัตนั้นเกรงว่าข่าวเรื่องพระองค์ข้าญาติพี่น้องของพระองค์นั้นจะเผยแพร่ไปไกลๆทำให้พระองค์นั้นถึงกับจัดงานกินเลี้ยงในพระราชวังในช่วงเวลากลางคืน 3 วัน 3 คืนโดยในช่วงเวลากลางคืนที่มีการจัดงานเฉลิมฉลองนั้นเหล่าเชื้อพระวงศ์ที่ถูกจับขังเอาไว้ก็จะถูกนำมาฆ่าตาย

โดยงานจัดงานนั้นเพื่อต้องการให้มีเสียงดังอึกทึกครึกโครมและประชาชนจะได้ไม่ได้ยินเสียงร้องโหยหวนของผู้ที่ถูกฆ่านั่นเองและเมื่อข้าเสร็จเรียบร้อยแล้วพระนางจะสั่งให้ทหารนำศพของเหล่าเชื้อพระวงศ์ไปฝังไว้ภายในสวนดอกไม้ของพระนางจนเมื่อฝังเต็มพื้นที่จนไม่มีที่จะฟังแล้วพระนางจึงให้มีการย้ายศพออกไปฝังไว้ข้างนอก และอำนาจของพระนางก็สิ้นสุดลงเมื่ออังกฤษมายึดครองพม่าและได้ทำการสังหารพระนางศุภยาลัต 

         

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  ทางเข้าufabet168