ประวัติสาวชื่อดัง มีอิทธิพลแฟชั่นมาถึงปัจจุบัน  Coco Chanel (โคโค ชาแนล)

กว่าจะมาเป็นสาวผู้นำแฟชั่นในทุกวันนี้ โคโค ชาแนล นั้นเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่สู้มากับความยากลำบากมาตั้งแต่ยังเด็ด เธอเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่อาศัยในโบสถ์และได้รับการดูแลจากแม่ชี ซึ่งมีหลายคนบอกว่าที่มาของชุดหรือสิ่งของที่เธอออกแบบมักจะเป็นสีขาว และ ดำ เพราะเธอเคยอาศัยอยู่กับแม่ชี และนั้นเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบของเธอให้ดูเรียบง่ายและสีคุม โทน ทั้งๆที่ในสมัยนั้นสีดำเป็นสีที่ไม่เป็นที่ยอมรับ

สำหรับผู้หญิงแต่อย่างใด แต่ก็อย่างที่บอกกว่าเธอจะมีวันนี้ได้ เธอต้องสู้มาด้วยตัวคนเดียว เพราะแม่ของเธอเสียชีวิตตั้งแต่เธอ อายุได้ 12 ปี และพ่อของเธอก็ทิ้งเธอไปอีก กลายเป็นว่าเธอต้องไปอาศัยกับแม่ชี และได้มีโอกาสเรียนรู้วิชาตัดเย็บมาได้เสื้อผ้ามาได้บ้าง และเกิดความสนใจในเรื่องของเสื้อผ้าขึ้นมา เธอทั้งพยายามเรียนรู้และอดทนในช่วงเวลาที่แสนจะยากลพยาก เพราะว่าการเป็นช่างเย็บผ้าในสมัยนั้น ไม่ได้สร้างรายได้มากพอ หรือเอามาเลี้ยงชีพเธอได้  เธอจึงจำเป็นต้องหารายได้เสริมโดยการไปร้องเพลงในคลับ

ที่มักมีทหารเศรษฐีมาเจอเธอเค้า และได้พาเธอไปใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน แต่เธอเองก็ไม่สามารถเป็นเมียที่ออกหน้าสังคมได้แต่อย่างใด เธอจึงเหมือนเมียเก็บคนหนึ่ง และตัวเธอเองก็เริ่มให้ความสนใจเรื่อการตัดเย็บมากขึ้น เพราะสามีเธอนั้นมีฐานะและคอยสนับสนุนนั้นเอง จนเธอเริ่มจาก ตัดเย็บหมวก และเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางจนเธอเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมา

แต่เธอเองก็ไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องความรักสักเท่าไร มีแหล่งที่มาบอกว่าเธอค่อนข้างมีความรักอยู่หลายต่อหลายครั้งแต่ก็ไม่ได้ราบรื่นเท่าไร แต่ในทางกลับกันด้านงานการตัดเย็บและออกแบบกลับเป็นที่ยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากหมวกไปถึงชุดของผู้หญิง ที่โคโค ชาแนล แหกทุกกฏของเสื้อผ้าผู้หญิง ที่จะต้องใส่ Corset รัดรูปสีสันสดใสออกไป

เธอออกแบบชุดมาอย่างเรียบง่าย โดยมีแรงบันดาลใจมากจากชุดผู้ชาย โดยใส่เสื้อพอดีตัวไม่ต้องรัดรูปและเน้นสีดำ ขาว เท่านั้น และนี้เองก็กลายเป็นที่มาว่าเธอเป็นไอคอนของ สตรีนิยม ที่จะทำให้ผู้หญิงเท่าเทียมกับผู้ชายนั้นเอง หลังจากที่เธอประสบความสำเร็จในส่วนของเสื้อผ้าไปแล้ว เพราะคนชั้นสูงเริ่มสวมใส่เสื้อผ้าของเธอ เธอก็ออกเริ่มมีผลิตภัณฑ์อื่นๆออกมา ไม่ว่าจะเป็นน้ำหอม Chanel No.5 หรือ กระเป๋า Chanel Classic ที่เป็นที่โด่งดังและเป็นแฟชั่นมาถึงยุคปัจจุบันนั้นเอง

 

 

สนับสนุนโดย    gclub

ศิลปะด้านดนตรี

คำว่าศิลปะไม่ได้ถูกจำกัดแค่เพียงการวาดรูปการสร้างสรรค์รูปภาพเพียงเท่านั้นแต่ศิลปะยังรวมถึงการเล่นและการสร้างสรรค์ผลงานทางด้านการดนตรีด้วย เพราะดนตรีนั้นเป็นสิ่งที่สร้างความเพลิดเพลินแก่ผู้สร้างสรรค์และสร้างความผ่อนคลายที่ดีให้แก่ผู้พบเห็นหรือผู้ชมผู้ฟังนั่นเอง จึงหมายความได้ว่าดนตรีเป็นสิ่งที่จะสามารถสร้างสรรค์และมีการพัฒนาคล้ายกับการสร้างสรรค์และพัฒนาศิลปะในด้านอื่นๆด้วย ศิลปะจึงเป็นสิ่งที่ได้มีการนำมาผสมผสานให้เข้ากับดนตรีได้อย่างลงตัวและเกิดเป็นศิลปะที่เรียกว่าศิลปะดนตรี ซึ่งศิลปะด้านดนตรีนั้นก็มีแบ่งออกเป็นในด้านต่างๆ

ลักษณะและท่าทางการเล่น ถือว่าต้องใช้ความเป็นศิลปะจินตนาการสูงมากในการเล่นเพราะด้วยท่วงท่าของการเล่นดนตรีแต่ละประเภทนั้นมีความแตกต่างและท่าทางการเล่นนั้นเป็นสิ่งที่จะสร้างภาพลักษณะภายนอกที่ดีให้แก่นักดนตรี เพราะภาพลักษณ์ภายนอกนั้นสื่อถึงความมั่นใจของนักดนตรีนั่นเอง ลักษณะและท่าทางการเล่นดนตรีนั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากในการนำศิลปะทางด้านท่าทางมาใช้ร่วมกับศิลปะทางด้านดนตรี

การสร้างสรรค์ ถึงแม้การเล่นดนตรีจะมีความแตกต่างกับการสร้างสรรค์งานศิละประเภทอื่นๆ แต่ด้วยความที่ดนตรีนั้นเป็นสิ่งที่สร้างความเพลิดเพลินและสร้างความสวยงามให้แก่ชีวิตได้ไม่ใช้จากการชมแต่เป็นการฟัง ทำให้ผู้ที่สามารถจะสร้างสรรค์ผลงานเพลงให้ผู้ฟังนั้นเกิดความเพลิดเพลินและเขาใจในสิ่งที่ผู้ฟังนั้นต้องการก็ทำให้นักดนตรีเหล่านั้นถูกขนานนามว่าศิลปินเช่นกัน แต่ไม่ใช่ศิลปินในการสร้างสรรค์ศิลปะด้านการวาดรูปแต่เป็นศิลปินผู้สร้างสรรค์ทางด้านดนตรีนั่นเอง

การจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์นั้นก็มักจะต้องมาพร้อมกับจินตนาการเสมอ ศิลปินหรือนักดนตรีจะต้องสามารถจินตนาการในสิ่งที่จะสื่ออกไปถึงผู้ฟังได้ และผู้ฟังจะต้องสามารถเข้าใจในสิ่งที่ผู้สร้างสรรค์ผลงานด้านดนตรีหรือศิลปินต้องการจะสื่อด้วย ถ้าหากทั้งสองมีความเข้าใจตรงกัน นั่นหมายความว่าจินตนาการในการเล่นดนตรีนั้นเป็นสิ่งที่ถือว่าประสยความสำเร็จเพราะการจินตนาการด้านดนตรีนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ค่อนข้างเข้าใจได้ยากเช่นกันเนื่องจากเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาแต่เป็นสิ่งที่จะต้องใช้อารมณ์ความรู้สึกในการรับรู้และทำความเข้าใจเพียงเท่านั้น การจินตนาการด้านดนตรีจึงถือว่าเป็นสิ่งที่สร้างความพิเศษมากกว่าจินตนาการด้านศิลปะประเภทอื่นๆ

การเพิ่มเอกลักษณ์พิเศษในการเล่น เป็นการสร้างสรรค์และจินตนาการที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งสิ่งนี้นั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ค่อนข้างจะสร้างยากแต่ถ้าหากสามารถสร้างได้แล้วนั้นก็จะถือว่าผู้สร้างเป็นผู้ที่มีความสามารถในการสร้างสรรค์งานดนตรี ซึ่งปัจจุบันการเล่นดนตรีนั้นไม่ได้จำกัดแค่เพียงดนตรีชนิดนั้นๆเท่านั้นแต่การสร้างสรรค์และการนพศิลปะต่างๆเข้ามาใช้ในการด้านดนตรีนั้นเป็นสิ่งที่จะสามารถต่อยอดขึ้นไปได้เรื่อยๆมากกว่างานสิลปะด้านอื่นๆด้วย ยกตัวอย่างเช่น กรทำซาวดนตรีตางๆในปัจจุบันก็ถือว่ามีการนำสิ่งต่างๆรอบตัวเข้ามาผสมผสานให้เกิดสิ่งที่แปลกใหม่มากขึ้นเรื่อยๆและเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ที่มีความน่าสนใจด้วยนั่นเอง ศิลปะและดนตรีจึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถที่จะแยกออกจากกันได้เลยนั่นเอง

 

 

สนับสนุนโดย  Sexy Gaming

ตำนานโอนิ

   ยักษ์ตัวใหญ่ที่มีรูปร่างน่ากลัว กำยำ ทั้งตัวมีสีแดงมีเขาอยู่เหนือหัวทั้งสองข้างและมีดวงตาอยู่สามดวงและดวงตาทั้งสามดวงนั้นก็มองตรงไปยังศัตรูอย่างแข็งกร้าว ที่สำคัญเจ้ายักษ์โอนิ นี้มีนิ้วมือและนิ้วเท้าเพียงแค่ สามนิ้วเท่านั้นแถมยังมีเขี้ยวยาวเฟื้อย และด้วยรูปลักษณ์ที่กล่าวมาข้างต้นทำให้โอนิกลายเป็นยักษ์ที่มีรูปร่างน่าเกลียดและน่ากลัว แต่ที่น่าแปลกคือ โอนินั้นมีชื่อเสียงที่โด่งดังเป็นอย่างมาก

เพราะเป็นยักษ์ที่มีการพูดถึงในตำนานต่างต่างของประเทศญี่ปุ่นและยังมีการวาดภาพของยักษ์โอนินี้ในงานศิลปะของญี่ปุ่นอีกด้วย  และตามตำนานความเชื่อของชาวญี่ปุ่นว่ากันว่า ยักษ์โอนินั้นเป็นยักษ์ที่คอยเฝ้าประตูนรกซึ่งเป็นทางไปรับโทษของคนที่ชอบทำกรรมชั่วร้ายและยังมีความเชื่อกันอีกว่า ยักษ์โอนินั้น เป็นตัวแทนของสิ่งที่เป็นความชั่วร้าย เพราะว่ามันนั้นชอบกินเนื้อสัตว์สดสด และชอบกินเหล้าและที่สำคัญมีการเชื่อกันด้วยว่ายักษ์โอนิ ชอบกินเนื้อของมนุษย์มากที่สุด  และด้วยตำนานความเชื่อเกี่ยวกับความน่ากลัวของยักษ์โอนิ ทำให้ที่ประเทศญี่ปุ่นจะมีการจัดงานเทศกาลประจำปีซึ่งคนญี่ปุ่นเรียกเทศกาลนี้ว่าเทศกาล เซนชุบุน

หรือที่เรียกกันว่าเทศกาลปาถั่ว ซึ่งเทศกาลนี้จะเป็นการจัดขึ้นมาเพื่อเป็นการขับไล่สิ่งชั่วร้ายออกไปและรับสิ่งที่ดีดีเข้ามาแทนที่นั่นเอง ซึ่งในวันเทศกาล เซนชุบุน นี้จะมีการท่องบทสวดเพื่อขับไล่สิ่งขั่วร้ายละในเนื้อหาของบทสวดดังกล่าวก็จะมีการกล่าวถึงชื่อของเจ้ายักษ์โอนิ นี้อยู่ด้วย  และถึงแม้ว่าชื่อเสียงของยักษ์โอนิจะมีการพูดถึงกันแต่เรื่องที่ไม่ดี มีแต่การสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คน

แต่สำหรับในงานด้านศิลปะแล้ว เรากลับพบว่า งานศิลปะของชาวญี่ปุ่นมากมายหลายชิ้นที่มีการวาดรูปของยักษ์โอนิเข้าไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นงานวาดภาพ หรืองานพิมพ์ภาพ และยังมีงาบันเทิง ที่ผู้คนมักจะเห็นเจ้ายักษ์ตัวใหญ่สีแดงอยู่ในงานด้วย ซึ่งเจ้ายักษ์โอนิ นี้เป็นตำนานของญี่ปุ่นที่มีมาตั้งแต่โบราณแต่ปัจจุบันคนญี่ปุ่นก็ยังให้ความเคารพนับถือและมักจะจัดงานเทศกาลเกี่ยวกับเจ้ายักษ์โอนิ นี้อยู่เป็นประจำทุกปี และแม้ถึงว่าจะนานหลายร้อยปี แต่ทุกวันนี้ทุกคนในประเทศญี่ปุ่นก็ยังคงรู้จักยักษ์โอนิกันอยู่ และยังมีการเล่าเรื่องราวของยักษ์โอนิให้กับลูกหลานสืบต่อกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

 

 

ขอขอบคุณ   สล็อตฝากขั้นต่ำ 50  ที่ให้การสนับสนุน