5 อันดับดาราเกาหลีที่ทำเงินมากที่สุด

อันดับที่ 5  หญิง ซงฮเยคโย (Song Hye Kyo)   ค่าตัวอยู่ที่ประมาณ 1,400,000 ล้านบาทต่อซีรีส์ 1 ตอน

       ซงฮเยเคียว  เมื่อพูดถึงเธอคงแทบจะไม่มีใครที่ไม่รู้จัก ซงฮเยเคียว ปัจจุบันอายุ 38 ปี

แต่ก็ยังคงหน้าเด็กไว้มากๆ เธอโด่งดังและได้รับความนิยมมีฐานแฟนคลับมากมายในเอเชีย เธอจบจากมัธยมโรงเรียนหญิงล้วน และได้ศึกษาต่อระดับปริญญาตรีจนจบสาขาภาพยนตร์ จากมหาวิทยาลัยเซจอง

สมัยเรียน ซองฮเยเคียวมีความสามารถพิเศษหลายๆด้าน เช่น นักสเก็ตน้ำแข็ง นักสเก็ตลีลา และยังมีความสามรถพิเศษด้านดนตรี สามารถเล่นเปียโนได้ ซงฮเยเคียวมีนิสัยที่ค่อนข้างเก็บตัว มีโลกส่วนตัวสูง และซองเฮเคียวยังมีผลงานด้านการเขียนหนังสืออีกด้วย หนังสือที่เธอเขียนมีชื่อว่า Hye Kyo’s Time เป็นหนังสือที่เกี่ยวกับการบอกเล่าประวัติ

รวมทั้งรูปถ่ายตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันของเธอที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน และยังมีบทความที่เฮเคียวแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องต่างๆ ทั้งในชีวิตตัวเอง และมุมมมองต่างๆต่อสังคมที่เธออยู่และเจอมาอีกด้วย ซีรีส์ที่ทำให้คนมากมายเริ่มรู้จักเธอคือเรื่องที่แสดงคู่กับพระเอกหนุ่มนักร้อง เรน ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอย่างมาก ณ ตอนนั้น และในปี 2016

ซีรีส์ที่สุดฮิตที่สามารถเรียกเรตติ้งได้ดีติดอันดับทำให้เธอก็กลับมาโด่งดังอีกคือ เรื่อง Descendants of the Sun

ประกับคู่กับพระเอกซงจุงกิ ทั้งสองคนเล่นบทบาทได้ดี เคมีเข้ากันมากๆ โดยเฮเคียวได้รับบทเป็นหมอหญิงสาวชาวเกาหลีที่ต้องไปอยู่ตามสนามรบ การตีบทแตกดูแล้วฟินกับคู่พระนางคู่นี้ ทำให้มีคนติดซีรีส์เรื่องนี้มากมาย

จนทำเรตติ้งได้ดีติดอันดับ ขนาดคนที่ไม่ใช่แฟนคลับมาก่อนบางคนยังดูเรื่องนี้ซ้ำไปมาอยู่หลายรอบ ด้วยเนื้อเรื่องของซีรีส์ที่มีฉากบู๊ ฉากคอมมาดี้ โรแมนติก ดราม่า คือมีครบเก็บหมดในซีรีส์เรื่องนี้ จนทำให้ซงฮเยเคียวได้ขึ้นรับรางวัลคู่กับพระเอกซงจุงกิในการเล่นซีรีส์เรื่องนี้อีกด้วย

“ นักเลงปืนไว ไวลด์ บิล ฮิกค็อก “

      ไวลด์ บิล เคยทำงานกับกองกำลังทหาร

แต่ในเวลาต่อมาเขาก็ได้ลาออกและเข้าสู่วงการผู้รักษากฎหมายด้วยการเป็นมือปราบและนายอำเภอประจำเมืองเล็กๆแถบแถวชายแดนซึ่งยังมีสภาพที่เป็นเมืองเถื่อน

การรักษากฎหมายเป็นไปอย่างละหลวมไม่เข้มงวดอย่างที่ควรเป็นกฎหมายไม่เข้มแข็งดังนั้นพื้นที่ดังกล่าวจึงกลายเป็นสิ่งที่สิงสู่ของคนเลวสารพัดรูปแบบมากมายซึ่งกฎหมายต้องการตัว ภายในชุมชนนั้นจึงต้องการบุคคลแบบ ไวลด์ บิลล์ มาทำหน้าที่รักษาความสงบ 

      ครั้งหนึ่งที่ ไวลด์ บิลล์ ฮิกค็อก เคยเป็นนายอำเภอเมืองอาบีลีน

และได้เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เขาสะเทือนใจอย่างยิ่งก็คือในขณะนั้นเมืองอาบีลีนเป็นเมืองใหม่ที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในแถบนั้นเพราะเป็นศูนย์รวมของตลาดค้าวัวที่ใหญ่ที่สุด ฝูงวัวจากคอกต่างๆในรัฐเท็กซัสจะถูกป้อนมาที่เมืองนี้เพื่อส่งลงเรือและบรรทุกไปทางรถไฟไปยังภาคตะวันออกดังนั้นจึงมีฝูงวัวนับหมื่นๆตัวมาชุมนุมอยู่ที่เมืองอาบีลีน

และมีการซื้อขายวัวกันทุกวันการเงินที่นั่นจึงสะพัดมากที่สุดคาวบอยที่ไล่ต้อนวัวเดินทางมาเป็นระยะทางยาวไกลจะได้รับเงินค่าตัวเป็นกอบเป็นกำที่เมืองนี้

ลูกผู้ชายแข็งแกร่งและใช้ชีวิตหยาบกร้านบนหลังหมามานานหลายปีเมื่อมีเงินเต็มกระเป๋าเค้าจะใช้จ่ายอย่างไม่เสียดายไปกับค่าเหล้าและพวกผู้หญิงโสเภณีฉะนั้นที่เมืองอาบีลีนจึงคาข้ามไปด้วยแหล่งบันเทิงสารพัดทั้งซาลูนร้านเหล้า บ่อนการพนัน โรงละคร

และสำนักหญิงที่ขายตัวกันทุกรูปแบบพร้อมกันนั้นพวกเดนคนทั้งหลายก็พากันหลั่งไหลเข้ามาไม่ว่าจะเป็นมือปืน อันธพาล นักพนันมืออาชีพ นักฆ่ารับจ้าง 

นักต้มตุ๋นหลอกลวง สารพัดคนเลว แต่ตัวแสบทั้งหลายที่สุมหัวกันอยู่เมืองนี้ต้องทำตัวให้สงบเสงี่ยมตามกาลเทศะอย่างเคร่งครัดเพราะมีนายอำเภอเมืองแห่งอาบีลีนที่ไม่ใช่บุคคลที่ใครจะมองข้ามได้ง่ายง่ายแค่ชื่อของนายอำเภอ ไวลด์ บิลล์ ฮิกค็อก ก็ทำให้เหงื่อหยดแล้ว

       ผู้มีชื่อ ไวลด์ บิลล์ ฮิกค็อก เป็นที่รู้กันไปทั้งทั่วภาคตะวันตกว่าเป็นชายประเภทใจหินพร้อมประจัญหน้ากับมหาภัยทุกชนิดด้วยหัวใจแกร่งหรือหากใครเชื่อว่าชักปืนไวยิงปืนแม่งก็เชิญจะออกไปยืนต่อหน้านายอำเภอผมยาวคนนี้ได้เลยเพราะในสุสานประจำเมืองยังเหลือพื้นที่ให้ฟังศพอีกมากมายหลายศพคนที่จะถูกหามไปลงหลุมแล้วกกฟังก็คือผู้บังอาจท้า ไวลด์ บิลล์ ฮิกค็อก ดวลปืนนั่นแหละ 

 จุดหลอนซ่อนในกรุง

          กรุงเทพเมืองหลวงของไทย เป็นเมืองเป็นเมืองแห่งแสงสี แต่ใครจะรู้ไหมว่า กรุงเทพก็ยังมีสถานที่ต้องห้าม เพราะว่ามันหลอนจนขนหัวลุก ไม่น่าเข้าใกล้ แต่สำหรับบางคนที่ชอบลี้ลับ ก็พยายามหาทางไปพิสูจน์ว่าจะมีจริงตามคำเล่าลือหรือไม่

คุณรู้หรือไม่ว่ามีที่ไหนบบ้างในกรุงเทพ ที่เป็นจุดหลอนที่ซ่อนอยู่ มาดูกันว่ามีที่ไหนบ้าง

เอกมัย ซานติก้า ผับสยอง 

ที่นี้ถือว่าเป็นสถานที่ที่เกิดเหตุโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ของไทย จากเหตุไฟไหม้ในคือเคาดาวน์ มีผู้คนมากมายที่เสียต้องชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ และ บางคนก็บาดเจ็บสาหัส จนถึงวันนี้คนที่ยังมีชีวิตรอดบางคนก็ยังไม่ลืมเรื่องราวที่น่าเศร้าสลดในครั้งนั้นได้  เล่ากันว่าในช่วงเวลากลางคืน ใครที่ผ่านไปผ่านมาบริเวณที่ตั้งผับเก่าแห่งนี้ จะได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังออกมาจากผับร้างซึ่งเมื่อมีการเช็คประวัติย้อนหลังไป ที่ดินแห่งนี้ก็เคยมีเหตุฆาตกรรม ก่อนที่จะนำมาสร้างเป็นผับอีกด้วย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เอกมัย ซานติก้า ผับสยอง 

บ้านร้างในซอยรามคำแหง 32 

เล่ากันว่ามีบ้านหนึ่งมีเจ้าของเป็นชาวต่างชาตินานๆจะกลับมาบ้านสักครั้งเพราะอยู่ต่างประเทศจึงจ้างสาวใช้ชาวพม่าให้ดูแลบ้าน แล้วเกิดเหตุการณ์คนร้ายเข้ามาขโมยของและฆ่าสาวใช้ตาย นับตั้งแต่นั้นมาผู้คนทีผ่านไปมาในตอนกลางคืน จะเห็นวิญญาณสาวใช้คนนั้นเดินอยู่ภายในบ้านบางวันก็ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ ปัจจุบันบ้านหลังดังกล่าวกลายเป็นบ้านร้างแล้ว ว่ากันว่าเจ้าของที่เป็นชาวต่างชาติกลัวจนไม่กล้ามาอยู่อาศัย

 

อู่รถเมล์เก่า ซอยสายหยุด

ว่ากันว่าที่นี่เป็นอีกสถานที่ที่น่ากลัว เพราะที่นี่เป็นที่เก็บซากรถเมล์ที่เคยประสบอุบัติเหตุจนไม่สามารถซ่อมได้แล้ว ซึ่งซากรถแต่ละคนก็จะมีประวัติการเสียชีวิตของผู้โดยสาร มีเรื่องกันว่า ในช่วงเวลากลางคืนบางครั้งจะมีแสงไฟจากซากรถเปิดสว่างขึ้นมาเอง หรือบางครั้งจะเห็นคนมายืนโบกรถที่หน้าอู่รถเมล์เก่า แต่เมื่อจอดรถรับก็ไม่พบคนที่มายืนโบกรถซะแล้ว

บ้านร้างที่ รังสิตคลอง 13 

สำหรับที่นี่มีเรื่องเล่ากันว่าเกิดเหตุไฟไหม้บ้านหลังหนึ่งทำให้มีคนเสียชีวิตเป็นผู้หญิงหนึ่งคน และบ้านที่ไฟไหม้ถูกปล่อยทิ้งร้างไว้ หากใครที่ผ่านมาที่นี่ตอนกลางคืน จะได้ยินเสียงร้องโหยหวนของหญิงสาว บ้างก็ว่าเคยเห็นวิญญาณของหญิงคนดังกล่าวเดินไปมาบริเวณบ้างร้างนั้น

 

โรงงานร้างในซอยมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ถนนพัฒนาการ 

ว่ากันว่าที่นี่เคยเปิดเป็นโรงงานทำปากกา แต่แล้วต้องมาเป็นโรงงานร้างเพราะระหว่างที่เปิดกิจการมีคนงานเสียชีวิตจากอุบัติเหตุหลายคนและโรงงานก็ขาดทุนทำให้ต้องเลิกกิจการ ว่ากันว่าหากเดินเข้าไปในโรงงานร้างจะรู้สึกถึงความเย็นยะเยือก และถ้าหากใครใจกล้าเดินไปเคาะแท้งน้ำที่ตั้งอยู่จะปรากฏเจ้าที่ออกมาเพราะว่ากันว่าที่นี่เจ้าที่ท่านหวงที่มาก 

นี่เป็นเพียงสถานที่บางส่วนเท่านั้นยังมีอีกหลายที่ ที่ยังรอให้ผู้มีความกล้าลองเข้าไปค้นหาความจริงกัน ว่าหลอนจริงไหม

“ภูกระดึง”

 

ภูกระดึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งในจังหวัดเลย และเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการเดินขึ้นเขา

ภูกระดึงอีกแลนด์มาร์คนึงที่คุณไม่ควรพลาดในจังหวัดเลย ภูกระดึงจะได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วงฤดูหนาว
เพราะบรรยากาศที่นี่ในช่วงหน้าหนาวจะเป็นพิเศษ หนาวจนทำให้หยดน้ำบนยอดหญ้าที่ยอดดอยกลายเป็นน้ำแข็ง หรือคนทั่วไปจะรู้จักในชื่อ “แม่คะนิ้ง”
หลายๆคนที่ไปเที่ยวสถานที่แห่งนี้นอกจากไปรับเอาไอความหนาวแล้ว การได้ไปชมแม่คะนิ้งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรพลาด
การเดินขึ้นภูเขาที่มียอดเป็นรูปหัวใจหรือภูกระดึงนี้ถือเป็นความถ้าทายอย่างสำหรับนักท่องเที่ยว
เพราะการเดินทางขึ้นภูกระดึงนั้นมีแค่การเดินเท้าเป็นวิธีการเดียวในการขึ้นสู่ยอดเขาแห่งนี้ ดังนั้นบนยอดเขาจึงมีป้ายที่เขียนไว้บอกว่า “ครั้งหนึ่งในชีวิต
เราคือผู้พิชิตภูกระดึง” เพราะการเดินทางที่ค่อนข้างจะต้องเหนื่อยและยากลำบาก การได้ไปถึงยอดเขานั้น ถือว่าเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง
ที่คนๆนึงสามารถอดทนเดินทางขึ้นเขาจนสำเร็จ แต่ด้วยวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของภูกระดึงจะทำให้ความเหนื่อยของคุณหายเป็นปลิดทิ้ง
พร้อมทั้งยังได้สำผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด

และที่ถือว่าเป็นจุดไฮไลท์สำคัญอีกอย่างของภูกระดึงคือ วิวพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น เป็นที่ที่ถ่ายรูปออกมาสวยมากๆอีกทีนึง

 

ด้วยพระอาทิตย์ที่ขึ้นมาให้ได้เห็นอย่างเต็มดวงในช่วงเวลาเช้าๆนั้นคงเป็นบรรยากศที่ฟินสุดๆ

ภูกระดึงตั้งอยู่บนพื้นที่ของ อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ตำบลศรีฐาน อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย อุทยานแห่งชาติภูกระดึงครอบคุลมพื้นที่กว่า
34,812 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 217,576.25 ไร่ ลักษณะเป็นภูเขาหินทรายยอดตัด โดยมีที่ราบบนยอดภูกระดึง ประมาณ 60 ตารางกิโลเมตร
หรือประมาณ 37,500 ไร่ มีความสูงอยู่ระหว่าง 400-1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล จุดสูงสุดอยู่บริเวณคอกเมย มีความสูงถึง 1,316 เมตร
เส้นทางการเดินขึ้นไปบนภูกระดึง มีอยู่ประมาณ 2 เส้นทาง เส้นทางแรกคือเส้นทางขึ้นที่อำเภอภูกระดึง และ เส้นทางที่ 2 คือเส้นทางที่ขึ้นที่อำเภอน้ำหนาว
ซึ่งเส้นทางแรกจะเป็นเส้นทางเก่าแก่ ส่วนเส้นทางที่สองจะเป็นเส้นทางใหม่ คุณสามารถเลือกได้ว่าจะขึ้นเส้นทางไหนก็ได้

 

หากคุณมีความสนใจในการเดินไปภูกระดึงแล้ว

การเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวก็ถือว่าเป็นอะไรที่สะดวกสบายและสามารถขนสัมภารไปได้เยอะ
หากเดินทางออกจากรุงเทพโดยการขับรถออกไปตามทางเส้น ถนนพหลโยธิน มุ่งหน้าไปทางเส้นสระบุรี ผ่านทางเพชรบูรณ์ อำเภอหล่มสัก หล่มเก่า
ด่านซ้าย ภูเรือ และอำเภอเมืองเลย เลี้ยวเข้าเส้นทางหลวงหมายเลข 201 เลยขอนแก่น และเลี้ยวเข้าทางหลวงจังหวัดหมายเลข 2019
เข้าสู่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ทางอุทยานจะมีช่วงที่เปิดให้เข้าชมได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ถึง 31 พฤษภาคม และจะปิดให้เข้าชมในช่วง วันที่ 1 มิถุนายน
ถึง 30 กันยายน ของทุกปี และลมหนาวใกล้จะเข้ามาเยือนอีกครั้งแล้ว คุณเตรียมตัวให้พร้อมแล้วหรือยัง กับการไปสำผัสอากาศหนาวที่ยอดเขา “ภูกระดึง”

ไปสำผัสธรรมชาติเติมออกซิเจนให้ปอด และรับชมพระอาทิตย์ขึ้นพระอาทิตย์ตกที่สวยงามมากไม่แพ้ที่ใดโลกเลย

ประเพณีบั้งไฟพญานาคที่หนองคาย

 

ประเพณีบั้งไฟพญานาคที่หนองคาย

ความเชื่อเกี่ยวกับพญานาคอยู่คู่กันกับวิถีชีวิตของคนทั่งสองฝั่งโขงมาช้านาน ความศรัทธาที่มากมายของเหล่าผู้คนแถวนั้น ได้ผลักดันให้เกิดวัฒนธรรมความเชื่อ ที่หล่อหลอมผู้คนให้เป็นหนึ่งเดียว ทุกๆปีจะมีเทศกาลไหลเรือไฟ ชมบั้งไฟพญานาค ที่อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ซึ่งจัดเป็นงานประจำปีอย่างยิ่งใหญ่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ ให้มาร่วมงานกันอย่างครึกครื้นเป็นเทศกาลที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศและต่างประเทศ

 

มีสำนักข่าวจากทั่วโลกมาทำข่าวเกี่ยวปรากฏการณ์ธรรมชาติเหล่านี้

ซึ่งการเกิดบั้งไฟพญานาค เป็นตำนานความเชื่อของคนแถวนั้นว่าบริเวณแม่น้ำโขงแห่งนี้มีเมืองบาดาลที่พญานาคอาศัยอยู่ เดิมทีประวัติพญานาคปรากฏอยู่ในพระไตรปิฏก ซึ่งเป็นหนังสือที่รวบรวมหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ รวมไปถึงประวัติของพระพุทธองค์ เดิมทีพระพญานาคนั้นมีนิสัยดุร้ายเป็นอย่างมาก

 

จึงมีเรื่องเล่าว่าครั้งอดีตกาลพระพุทธองค์ได้ลงมาโปรดสัตว์ พญานาคที่ได้ฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าจึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธาเลยคิดอยากจะออกบวชและได้แปลงกลายเป็นคนเพื่อที่จะมาบวช แต่ไม่สามารถบวชได้ เนื่องนาคเป็นสัตว์เดรัจฉานพญานาคจึงปาวรณาตนเป็นพุทธมามะกะ เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปโปรดธรรมแก่พระมารดาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จนครบ 1 พรรษาจึงเสด็จกลับมายังโลกมนุษย์ ในวันที่ที่ 15 ค่ำ เดือน 11 เมื่อนั้นที่งสามภพได้เปิดพร้อมกันเพื่อเป็นการต้อนรับพระพุทธองค์

ดังนั้นเมื่อพญานาคได้รับรู้ถึงการกลับมาของพระพุทธองค์จึงได้บังเกิด บั้งไฟขึ้นมามีลักษณะเป็นดวงไฟขนาดเล็กมีส้มอมเหลืองอมแดงไม่มีเสียง ไม่มีกลิ่น จะปรากฏบนผิวน้ำตั้งแต่ 1-30 เมตรหรือพุ่งสูงสุดมากถึง 50-150 เมตร ปรากฏให้เห็นเพียง 5-10 วินาที

 

เพื่อการแสดงความเคารพศรัทธาในตัวพระพุทธองค์และพระพุทธศาสนา อดีตก่อนจะเรียกว่าบั้งไฟพญานาคนั้น คนในพื้นที่จะเรียกว่าบั้งไฟผีเพราะเกิดเป็นประจำทุกปีในช่วงนี้ ประกอบกับเรื่องเล่าและความเชื่อต่างๆในภายหลังจึงได้เปลี่ยนมาเป็น “บั้งไฟพญานาค”แต่ในปัจจุบันกลับพบว่าบั้งไฟพญานาคมีจำนวนลดน้อยลง น.พ.มนัส กนกศิลป์ ผู้ที่ติดตามและศึกษาเรื่องราวบั้งไฟมาเป็นเวลานานได้เผยว่า ในอดีตบั้งไฟพญานาคมักจะเกิดในช่วงระหว่างที่ตะวันตกดินไปจนถึงเวลาประมาณห้าทุ่ม พบได้ทั่วไปตามห้วย หนอง คลอง บึง ที่ไม่ไกลเกิน 500เมตรจากแม่น้ำโขง บั้งไฟจึงไม่ได้เกิดเฉพาะในแม่น้ำโขงเท่านั้น แต่บริเวณรอบข้างของแม่น้ำโขงก็เกิดด้วย

 

เป็นคำบอกกล่าวจากคนในพื้นที่พบเห็นได้บ่อยครั้ง บั้งไฟพญานาคมีจำนวนลดน้อยลงทุกปี และทุกอย่างนั้นย่อมมีหลายๆปัจจัยมาประกอบกันไม่ว่าจะเป็นทางด้านระบบนิเวศ และเงื่อนไขของของเวลา ดินฟ้าอากาศที่แปรปรวน การเปลี่ยนแปลงของระดับในแม่น้ำโขงรวมไปสภาวะโลกร้อนทั้งหมดล้วนส่งผลต่อจำนวนของบั้งไฟพญานาค

 

แม้จะมีคนจำนวนไม่น้อยสงสัยในที่มาที่ไปของการเกิดบั้งไฟพญานาค ว่าเกิดขึ้นตามธรรมชาติหรือมนุษย์เป็นคนสร้างขึ้นทุกวันนี้ก็ยังเป็นปริศนาอยู่ แต่ว่าจะธรรมชาติสร้างคนสร้าง การที่สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมผู้คนที่จิตศรัทธา มาร่วมกันจัดเป็นประเพณีในทุกๆปีล้วนแสดงให้เห็นแล้วว่าศรัทธาอันแรงกล้าของผู้คนจะเป็นตัวตัดสินเอง งานบั้งไฟพญานาคจะขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงวันออกพรรษา 15 ค่ำ เดือน 11มีผู้คนหลั่งมาชมปรากฏการณ์กันมากมายตามความยาวของแนวริมแม่น้ำโขง ณ บริเวณลานนาคาเบิกฟ้า อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย

หากคุณอยากจะลองไปสัมผัสบรรยากาศแห่งความรื่นรมณ์และศรัทธาของผู้คนซักครั้ง ก็ถือว่าเป็นประสบการณืที่ดี เพราะในอนาคตไม่รู้ว่าลูก“บั้งไฟพญานาค” จะมีให้เราได้รับชมอีกหรือปล่าวและวัฒนธรรมเหล่าจะกลืนหายไปตามกาลเวลาหรือไม่ลองไปซักครั้งก่อนที่จะไม่มีสิ่งเหล่านี้ให้คุณได้รับชมอีกต่อไป