โคโรน่าไวรัส

ถือเป็นข่าวที่เป็นกระแสมากๆ เพราะเจ้าไวรัสโครโรน่านี้นั้นมีการระบาดไปหลายประเทศแล้ว และประเทศไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศที่เสี่ยงไวรัสโคโรน่านี้ ซึ่งก้มีการเกาะติดสถานการณ์ไวรัสโครโรน่านี้อย่างใกล้ชิด เพื่อจะได้รู้ว่าไว้รัสนั้นมีการแพร่ระบาดไปที่ใดบ้างและสถานการณ์นั้นสามารถไขหรือสามารถหยุดยั้งได้หรือยัง เชื่อว่าในช่วงแรกนั้นหลายคนอาจจะไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่หรือเป็นประเด็นที่เราต้องติดตาม

เพราะคิดว่าก็เป็นเหมือนไข้หวัดชนิดหนึ่งที่มีการระบาดอยู่ที่ประเทศจีน และเมื่อจีนมีการปะกาศปิดเมือง คือเมืองอู่ฮั่นที่เป็นต้นเหตุของโรคระบาดนี้นี่เอง โดยทางการจีนได้มีการไล่ปิดเมืองรอบๆอู่ฮั่นด้วย และประเทศไทยนั้นได้มีการพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่านี้จาก 1รายและเพิ่มมากขึ้นเป็นหลายรายและมีการรายงานจากประเทศต่างๆว่ามีผู้ติดเชื้อจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆด้วย

ไม่ว่าจะเป็นทวีปอเมริกา ยุโรป และเอเชีย หลายๆประเทศ กลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกนั้นตั้งตารอคอยว่าเมื่อไหร่ที่จะสามารถจัดการกับเจ้าไว้รัสโคโรน่าได้สักที และเมื่อจีนมีการปิดเมืองเนื่องจากยอดผู้ติดเชื้อนั้นเยอะมาก ทำให้ทางการจีนนั้นต้องมีการสร้างโรงพยาบาลชั่วคราวขึ้นมาเพื่อรักษาคนที่ติดเชื้อไวรัสนี้ซึ่งการสร้างโรงบาลแต่ละแห่งขึ้นมานั้นใช้เวลาในการสร้างเพียง10วันเท่านั้น ซึ่งถือว่าเร็วมากและมีการเปลี่ยนโรงแรมบางแห่งในอู่ฮั่นให้เป็นเขตกักกันผู้ป่วยด้วย และมีการลดและงดการประชุมขนาดใหญ่ และห้ามการค้าสัตว์ป่าทุกชนิดทั่วประเทศจีนเลยและมีการสั่งหยุดโรงเรียนชั่วคราวด้วย 

การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าในเมืองอู่ฮั่นในจีนนั้นสามารถขยายวงกว้างในการระบาดมากกว่าที่คิดเพราะเชื้อไวรัสนั้นใช้เวลาในการฝักตัว2-10วัน และขณะฝักตัวอาจจะไม่มีการแสดงอาการป่วยให้รู้ ซึ่งอาจจะมีการแพร่กระจายไปยังคนอื่นได้มากกว่าที่คิด ซึ่งเชื้อไวรัสโคโรน่านั้นสามารถติดได้ทางสารคัดหลั่ง ไม่ว่าจะเป็นน้ำลาย น้ำตา น้ำมูก หรือแม้ละอองการไอหรือจาม ก็สามารถทำให้ติดเชื้อไวรัสได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเป็นโคโรน่าหรือยังก็สามารถแพร่เชื้อได้แล้ว กล่าวคือผู้ป่วยที่เป็นโคโรน่านั้น ภายนอกยังดูแข็งแรงดีแต่ในร่างกายมีเชื้อแล้วนั้นก็สามารถแพร่เชื้อไปสู้ผู้อื่นได้ 

และนี่คือความรุนแรงแลพน่ากลัวของเชื้อไวรัสชนิดนี้ หรือโคโรน่าไวรัส และสาเหตั้ทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าเสียชีวิตนั้นเกิดจากการที่ผู้ป่วยมีโรคประจำตัว เช่นผู้สูงอายุ เด็ก เป็นต้น และอาการที่พบบ่อยคือปอดอักเสบนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  sagame

นาฏศิลป์ไทยที่กำลังจะถูกกลืนหายไป

นาฏศิลป์ศิลปะการแสดงที่เป็นเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของประเทศไทย เป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่มาในรูปแบบการแสดง มีประวัติความเป็นมาอย่างยาวนาน อยู่เคียงคู่สังคมและวัฒนธรรมไทยตั้งแต่สมัยโบราณ แต่ปัจจุบันด้วยกระแสสังคมที่เปลี่ยนไปนี้ทำให้นาฏศิลป์ไทยถูกกลืนหายไปกับเวลาที่เพิ่มมากขึ้น คนเริ่มสนใจและละเล่นนาฏศิลป์น้อยลงมาก เห็นได้จากการแสดงที่หาดูได้ยากขึ้น แม้จะมีเทคโนโลยีที่สามารถรับชมรายการต่างๆได้ง่ายขึ้น

แต่กลับเป็นเรื่องยากที่จะชมนาฏศิลป์ไทยทั้งๆที่มีโซเชียลมีเดียมากมายหลายช่องทาง บางคนอาจจะลืมไปแล้วว่านาฏศิลป์ไทยมีอะไรบ้าง หรือเด็กสมัยใหม่อาจจะยังไม่ทราบว่านาฏศิลป์ไทยคืออะไร มีการแสดงอะไรบ้าง วันนี้เราจะมารวบรวมประเภทของนาฏศิลป์ไทยต่างๆเพื่อให้ทุกคนได้ทราบและพอเข้าใจกัน

นาฏศิลป์ไทยแบ่งได้ตามลักษณะรูปแบบการแสดง ได้เป็น   4  ประเภท ดังนี้

  1. โขน 

เป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทย เอกลักษณ์ของโขน ในสมัยก่อนนิยมจัดแสดงเฉพาะงานพิธีที่มีความสำคัญเท่านั้น คือ ผู้แสดงต้องสวมหัวที่เรียกว่า โขน ตลอดระยะเวลาที่แสดง และใช้ท่าทางการเต้นไปตามบทพากย์ และตามทำนองเพลงของวงปี่พาทย์ ซึ่งเรื่องที่นิยมแสดงในโขน คือ เรื่องรามเกียรติ์ 

  1. ละคร  

ศิลปะการแสดงตามเรื่องราวผ่านการร่ายรำ ซึ่งมีการพัฒนามาจากการเล่านิทาน เอกลักษณ์ของละครคือผู้แสดงจะต้องแสดงลีลา ท่าทางให้เข้ากับบทละคร บทร้อง ทำนองเพลงที่วงปี่พาทย์บรรเลง ในสมัยก่อนมีการแบ่งละครเป็นของชาวบ้านและของหลวง ได้แก่ ละครนอก ละครใน และละครโนราชาตรี

  1. รำและระบำ  

ศิลปะการแสดงด้วยการร่ายรำประกอบดนตรี บทเพลงและบทขับร้อง โดยไม่ได้แสดงไปตามเรื่องราว 

3.1  รำ  คือ การร่ายรำที่มีผู้แสดงตั้งแต่ 1-2 คน โดยมีการร่ายรำให้เข้ากับจังหวะ ทำนองเพลงที่บรรเลงประกอบการแสดง ไม่ได้แสดงเป็นเรื่องราว และอาจมีบทขับร้องประกอบทำนองเพลงด้วย เช่น การรำเดี่ยว การรำคู่ การรำอาวุธ รำแม่บท เป็นต้น  

3.2  ระบำ  คือ การร่ายรำที่มีผู้แสดงตั้งแต่ 2 คนขึ้น มีการแสดงลักษณะเดียวกับการรำ ไป โดยมีการร่ายรำให้เข้ากับจังหวะ ทำนองเพลงที่บรรเลงประกอบการแสดง ไม่ได้แสดงเป็นเรื่องราว และอาจมีบทขับร้องประกอบทำนองเพลงด้วย แต่การระบำมักจะบรรเลงด้วยวงปี่พาทย์ เช่น ระบำกฤดาภินิหาร ระบำฉิ่ง ระบำสี่บท

๔. การแสดงพื้นเมือง  

ศิลปะแห่งการแสดงที่มีการรำ  การระบำ หรือการละเล่นอันเป็นเอกลักษณ์ของประชากรในท้องถิ่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการละเล่นดนตรี การรำ การบรรเลงเพลง 

นี่ก็เป็นเพียงประเภทของนาฏศิลป์ไทยอย่างพอสังเขปเท่านั้น นาฏศิลป์ไทยเป็นศิลปะการแสดงที่ควรค่าแก่รักษาไว้ เพราะเป็นศิลปะการแสดงที่มีความสง่างามและเสน่ห์ที่ไม่อาจหาชมได้จากที่ไหนอีก การรักษาไว้ซึ่งนาฏศิลป์ไทยก็เหมือนกันรักษาศิลปะและวัฒนธรรมของไทยให้ยังคงมีอยู่ตลอดไป เพื่อที่จะส่งต่อให้รุ่นลูกรุ่นหลานได้รู้ซึ้งในศิลปะการแสดงของไทย หากเรามัวแต่หลงใหลไปกับเทคโนโลยี ความทันสมัยต่างๆ นาฏศิลป์ไทยอาจถูกกลืนหายไปได้

จนไม่รู้ไว้ให้เราได้ชื่นชม เมื่อรู้ตัวอีกทีเราอาจเหลือเพียงชื่อเรียกขานนาฏศิลป์เหล่านั้น แต่ไม่เหลือไว้ซึ่งศิลปะการแสดงให้เห็นอีกต่อไปแล้ว ฉะนั้นแล้วเราต้องมาเริ่มเรียนรู้นาฏศิลป์ไทยกัน แม้ไม่อาจจะทำการแสดงได้ แต่การรู้จักไว้ย่อมเป็นประโยชน์อย่างหนึ่ง อย่างน้อยก็สามารถบอกต่อ สอนรุ่นน้อง รุ่นลูก รุ่นหลานให้รู้จักกับศิลปะและวัฒนธรรมไทยได้บ้างย่อมดีกว่าการที่ไม่รู้อะไรเลย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย    ufabet

ตำนานต้นกำเนิดของดอกกุหลาบ

          สำหรับดอกกุหลาบนั้นว่ากันว่ามีอายุมานานหลายล้านปีแล้วซึ่งเชื่อกันว่าในสมัยโบราณนั้นประเทศที่ชื่นชอบและรักดอกกุหลาบมากที่สุดคงจะหนีไม่พ้นประเทศโรมันเพราะประเทศโรมันนั้นได้มีการสร้างพื้นที่เอาไว้สำหรับปลูกดอกกุหลาบโดยเฉพาะและที่สำคัญยังรับซื้อดอกกุหลาบจากประเทศอียิปต์เป็นจำนวนมากอีกด้วยเลยคนโรมันนั้นชีวิตประจำวันของพวกเขา

นั้นจะมีความเกี่ยวพันกับดอกกุหลาบซึ่งคนโรมันมักจะนำดอกกุหลาบนั้นมาผลิตเป็นขนมหรือแม้แต่ทำเป็นตัวยาเอาไว้รักษาโรคและยังสามารถนำมาประกอบอาหารและทำไวน์กุหลาบได้อีกด้วยว่ากันว่าชาวโรมันเชื่อว่าดอกกุหลาบนั้นเป็นตัวแทนแห่งความรักซึ่งมีการพูดถึงตำนานการเกิดกุหลาบในครั้งแรกของโลกเอาไว้ด้วยว่าในความเชื่อของชาวโรมันมีการเชื่อกันว่าดอกกุหลาบนั้นเป็นดอกไม้ที่เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นการแสดงความรักของเทพเจ้า  อโฟรไดท์ ที่มีต่อเทพเจ้า อคอนิส

ซึ่งว่ากันว่าเทพเจ้าทั้ง 2 องค์นั้นรักกันอย่างมากแต่อยู่มาวันหนึ่งเทพเจ้าอคอนิส นั้นได้มีการต่อสู้กับหมาป่า และเกิดภาพช้างถูกหมาป่าฆ่าตายเมื่อเทพเจ้า   อโฟรไดท์ รู้เรื่องไหว้เทพเจ้า อคอนิส เสียชีวิตแล้วก็เสียใ จมาก พระนางร้องไห้อย่างหนักจากการจากไปของเพทเจ้า อคอนิส มีตำนานแบ่งออกเป็น 2 แบบนั่นก็คือ  เทพเจ้า อโฟรไดท์ ร้องไห้เสียใจจนน้ำตาเป็นสายเลือดหยดลงพื้นแล้วก่อกำเนิดเป็นต้นกุหลาบขึ้นมา

กลับอีกตำนานหนึ่งได้บอกว่าหลังจากที่เทพเจ้า อคอนิสตาย  เทพเจ้า   อโฟรไดท์ ก็ได้เสียใจมากเช่นเดียวกันเพราะนางไม่สามารถทนมีชีวิตต่อไปได้จึงใช้มีดปักไปที่หัวใจของพระนางและหยดเลือดของพระนางได้หล่นลงพื้นดินก่อเป็นต้นกำเนิดของดอกกุหลาบนั่นเองอย่างไรก็ตามไม่ว่าจะตำนานแบบไหนสิ่งที่เรารู้กันดีอยู่ก็คือดอกกุหลาบเป็นตัวแทนของความรักโดยเฉพาะดอกกุหลาบสีแดง

ซึ่งหมายถึงหยดเลือดที่หยดลงไปในพื้นดินแล้วทำให้มีต้นกุหลาบโหขึ้นมากลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักมาหลายพันปีจนถึงปัจจุบันดอกกุหลาบก็ยังเป็นตัวแทนของความรักอยู่นั่นเองซึ่งไม่ว่าจะเป็นเทศกาลไหนหนุ่มสาวมักจะใช้ดอกกุหลาบในการบอกความในใจของตนเองให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับรู้หรือแม้แต่ในการจัดงานต่างๆไม่ว่าจะเป็นงานวันเกิดหรืองานแต่งงานก็มักจะมีดอกกุหลาบหลากหลายสีสันถูกนำมาจัดประดับตกแต่งภายในงานด้วยเช่นเดียวกัน 

 สำหรับตำนานที่พูดถึงต้นกำเนิดต่อกราบนี้เป็นตำนานของต่างประเทศซึ่งประเทศไทยเองก็มีตำนานเกี่ยวกับเรื่องของต้นกำเนิดของดอกกุหลาบเช่นเดียวกันโดยมีการแต่งขึ้นในสมัยของรัชกาลที่ 6 และพระองค์เป็นผู้ประพันธ์บทละครเกี่ยวกับตำนานของดอกกุหลาบขึ้นมาเอง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ufabet

พระนางศุภยาลัตกับความโหดเหี่ยมตอนขึ้นครองราชย์

          เมื่อพูดถึงพระเจ้าธีบององคือพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งของประเทศพม่าซึ่งในขณะนั้นพระองค์มีพระมเหสีชื่อว่าพระนางศุภยาลัตว่ากันว่าในช่วงที่พระเจ้าธีบองยังไม่ขึ้นครองราชย์นั้นแม่ของพระนางศุภยาลัตเป็นผู้ดำรงตำแหน่งพระสนมของพระมหากษัตริย์พระองค์เดิมอยู่ ซึ่งแม่ของพระนางศุภยาลัตคือพระนางอเลนันดอเกรงว่าเมื่อพระสวามีสิ้นพระชนม์ไปแล้วพระนางจะถูกกำจัดออกไปจากเมืองพม่าจึงได้มีการวางแผนกับลูกสาวก็คือพระนางศุภยาลัต

เพื่อต้องการโค่นล้มอำนาจพระมหากษัตริย์พระองค์เดิม ซึ่งพระองค์จึงได้วางแผนกันว่าจะต้องหาใครสักคนนั้นมาครองเมืองพม่าโดยคนที่ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์นั้นจะต้องอยู่ภายใต้อำนาจของพระนางอเลนันดอและเมื่อพระองค์รู้ว่าพระเจ้าธีบองนั้นชอบพอกับพระนางศุภยาลัตพระนางจึงได้มีการวางแผนให้พระเจ้าธีบองขึ้นครองอำนาจเป็นพระมหากษัตริย์โดยมีพระนางอเลนันดอคอยควบคุมอยู่เบื้องหลัง

และในที่สุดพระนางอเลนันดอก็ได้มีการวางแผนให้ทหารไปทำการจัดกลุ่มเหล่าเชื้อสายพระมหากษัตริย์ทั้งหลายพี่ไม่ได้อยู่ข้างเดียวกับพระนางมาให้หมดรวมถึงญาติพี่น้องของพระนางที่ไม่ได้อยู่ข้างเดียวกับพระนางด้วยนำจับมาคุมขังไว้ และเมื่อพระมหากษัตริย์องค์กรเสียชีวิตลงพระเจ้าธีบองก็ได้ขึ้นครองอำนาจต่อหลังจากนั้นแผนการของพระนางอเลนันดอกับพระนางศุภยาลัตก็เริ่มต้นขึ้น

โดยในแต่ละคืนนั้นเหล่าราชวงค์ที่ถูกจับไปคุมขังไว้จะถูกนำมาประหารชีวิตคืนละคนซึ่งวิธีการประหารนั้นหากเป็นเจ้าชนชั้นสูงฝ่ายในก็จะใช้ท่อนจันทน์ทุกข์ไปที่ลูกกระเดือกจนตายแต่ถ้าหากเป็นเจ้าชนชั้นสูงฝ่ายนอกก็จะถูกถนนจันทน์นั้นตีไปที่หัวจนกว่าจะตาย ซึ่งการฆ่าเหล่าราชวงศ์ในครั้งนั้นทุกคนจะถูกฆ่าตายทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือคนแก่ก็ตามรวมถึงเหล่าข้าราชบริพารที่คอยรับใช้เหล่าเชื้อพระวงศ์เรานั้นทั้งหมด

ก็จะถูกฆ่าตายด้วยโดยมีการเล่าฤาสื่อถึงเรื่องของการคาดเดาราชวงศ์นี้ว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งที่พระนางศุภยาลัตนั้นเกรงว่าข่าวเรื่องพระองค์ข้าญาติพี่น้องของพระองค์นั้นจะเผยแพร่ไปไกลๆทำให้พระองค์นั้นถึงกับจัดงานกินเลี้ยงในพระราชวังในช่วงเวลากลางคืน 3 วัน 3 คืนโดยในช่วงเวลากลางคืนที่มีการจัดงานเฉลิมฉลองนั้นเหล่าเชื้อพระวงศ์ที่ถูกจับขังเอาไว้ก็จะถูกนำมาฆ่าตาย

โดยงานจัดงานนั้นเพื่อต้องการให้มีเสียงดังอึกทึกครึกโครมและประชาชนจะได้ไม่ได้ยินเสียงร้องโหยหวนของผู้ที่ถูกฆ่านั่นเองและเมื่อข้าเสร็จเรียบร้อยแล้วพระนางจะสั่งให้ทหารนำศพของเหล่าเชื้อพระวงศ์ไปฝังไว้ภายในสวนดอกไม้ของพระนางจนเมื่อฝังเต็มพื้นที่จนไม่มีที่จะฟังแล้วพระนางจึงให้มีการย้ายศพออกไปฝังไว้ข้างนอก และอำนาจของพระนางก็สิ้นสุดลงเมื่ออังกฤษมายึดครองพม่าและได้ทำการสังหารพระนางศุภยาลัต 

         

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  ทางเข้าufabet168

ประวัติกีฬาซูโม่

          สำหรับกีฬาซูโม่นั้นเป็นกีฬาของประเทศญี่ปุ่นเรียกได้ว่าเป็นกีฬาประจำชาติที่ใครหลายๆคนจะต้องเห็นการจัดการแข่งขันขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้นโดยการแข่งขันกีฬาซูโม่นั้นก็เปรียบเสมือนกับการเล่นมวยปล้ำนั่นเองซึ่งวิธีการแข่งขันซูโม่นั้นไม่ได้ยุ่งยากและไม่ได้น่ากลัวแต่อย่างใดถึงแม้เราจะเห็นว่าผู้ที่เข้าร่วมแข่งขันกีฬาซูโม่แต่ละคนนั้นจะตัวสูงใหญ่ดูน่ากลัวแต่จริงๆแล้วการแข่งขันซูโม่ก็เป็นเพียงแค่การออกกำลังกาย

สำหรับคนญี่ปุ่นโดยวิธีการแข่งขันก็จะเป็นการต่อสู้กันเล็กๆน้อยๆโดยส่วนใหญ่ก็จะเป็นลักษณะของการใช้ตัวดันกันผลักกันเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามนั้นออกนอกวงแหวนให้ได้หรือถ้าหากคู่ต่อสู้ไม่สามารถที่จะออกนอกวงแหวนได้เราก็ต้องพยายามทำให้ร่างกายของคู่ต่อสู้ของเรานั้นแตะที่พื้นให้ได้เพราะการแข่งขันซูโม่นั้นสิ่งที่จะแตะพื้นได้จะมีแค่เพียงฝ่าเท้าเท่านั้นส่วนอื่นของร่างกายจะไม่สามารถแตะได้นั่นเอง

สำหรับประวัติความเป็นมาของซูโม่นั้นแต่เดิมนั้นไม่ได้เกิดจากการต่อสู้กันเพียงอย่างเดียวเท่านั้นแต่การละเล่นซูโม่ก็คือการบูชาเทพเจ้าของคนญี่ปุ่นนั่นเองซึ่งการบูชาเทพเจ้านี้จะกระทำกันในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวพืชผลทางการเกษตรสำหรับคนญี่ปุ่นในสมัยโบราณนั้นมีความเชื่อว่าถ้ามีการจัดการตั้มซูโม่ขึ้นมาเราทุเรศที่พวกเขาบูชานั้นก็จะรู้สึกพอใจและเทพก็จะมีการปกป้องคุ้มครองให้ผลผลิตของเขานั้นเก็บเกี่ยวได้ดีไม่มีอุปสรรคได้อย่างไร

ซึ่งการเล่นซูโม่นั้นมีมาตั้งแต่ในสมัยโบราณและในปัจจุบันนี้ก็ยังมีการอนุรักษ์เอาไว้โดยส่วนใหญ่แล้วคนที่เล่น sumo ก็จะมีแค่คนญี่ปุ่นเท่านั้นสำหรับชาวต่างชาติจะไม่ค่อยมีใครนิยมที่จะมาแข่งขันซูโม่กันมากนักเนื่องจากว่าเครื่องแต่งกายของนักกีฬาซูโม่นั้นค่อนข้างที่จะแต่งกายออกแนวเพราะมีการใช้ผ้ามาพันตรงบริเวณปกปิดอวัยวะเท่านั้นส่วนตัวเสื้อก็จะไม่ได้ใส่อีกทั้งร่างกายของนักซูโม่นั้น

จะต้องปล่อยให้ตนเองสูงใหญ่และตัวอ้วนสำหรับการละเล่นซูโม่หรือประเพณีซูโม่นั้นเป็นการ ทำเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในพิธีกรรมของศาสนาชินโตหากใครที่ต้องการที่จะเข้าร่วมการแข่งขันซูโม่จะต้องมีการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับนักซูโม่คนอื่นๆเพราะว่าคนที่จะเล่นซูโม่ได้นั้นจะต้องอยู่ในกฎเกณฑ์กติกาที่ทางสำนักงานหรือทางสมาคมซูโม่ได้มีการกำหนดเอาไว้

เพราะฉะนั้นคนที่จะเล่นซูโม่ก็จะต้องมีการมาเข้าค่ายอยู่กับทางสมาคมจะต้องมีการปฏิบัติตามกฎระเบียบของสมาคมอย่างเคร่งครัดไม่ว่าจะเป็นพวกการแต่งกายหรือแม้แต่อาหารการกินหรือการทำพิธีกรรมต่างๆซึ่งถ้าหากใครทำไม่ได้ก็จะไม่สามารถเข้าร่วมอยู่ในสมาคมซูโม่ได้นั่นเอง

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เซ็กซี่เกม บาคาร่า

ตำนานนางเงือกที่ไม่มีวันตาย บนแก้ว “STARBUCKS”

เพื่อนๆคนไหนเป็นแฟนพันธ์แท้ในการดื่มกาแฟสตาบัคส์ (Starbucks)นั้น เพื่อนๆเคยรู้หรือไม่ว่าแก้วที่เพื่อนๆถือนั้นมีสัญลักษณ์สีเขียวโดดเด่นและเป้นที่จดจำนั้น ไม่ใช่นางเงือกธรรมดา อย่าง Little mermaid หรอกนะ แต่นั้นคือ นางเงือกไซเรนสองหาง (Norse Siren) ที่เป็นปีศาจเงือกสาวแสนสวยในเทพนิยายปรัมปรา นั้นเอง ซึ่งผู้บริหารและก่อตั้งต้องการให้คนที่เป็นลูกค้าของเค้า เหมือนได้มาผจญภัยในท้องทะเล ( คลื่นน้ำ) นั้นเอง

พวกเค้าจึงเลือกไซเรนมาเป็นสัญลักษณ์ของกาฟแฟสตาบัคส์ แล้วเรื่องเล่าของไซเรนนางเงือกสองหาง เธอคือใครกันนะ? จริงบางตำราเค้าบอกว่าเธอเป็นนางเงือก บางตำราบอกว่าเธอเป็นปีศาจร้าย แต่จากตำนานหลายๆตำรา ได้บอกว่าเธอคือปีศาจเงือกแสนสวย ที่ค่อยนักผจญภัยตามท้องทะเลหรือมหาสมุทรนั้นเอง ด้วยความที่ไซเรนมีหน้าตาสวยงาม หุ่นเย้ายวนและมีเสียงอันไพเราะ

จึงมักจะทำให้นักผจญภัยตกหลุมรักและหลงใหลในตัวเธอนั้นเอง และเหมือนนักผจญภัยหรือนักเดินทางได้หลงรักไซเรนแล้ว เธอจะนำพวกเค้าไปกินเป็นอาหารนั้นเอง  แต่ด้วยการที่ไซเรนเป็นปีศาจเงือกที่งดงามน่าหลงใหล ยนั้นเอง เลยทำให้สตาร์บัคส์เลือกไซเรน มาอยู่บนแก้วและกลายเป็น Icon หรือสัญลักษณ์ชื่อดังไปทั่วโลกนั้นเอง แต่ สตาร์บัคส์ ได้ออกแบบให้ไซเรนนั้นดูขึงขังน้อยลง

และมีหน้าตายิ้มแย้มทักทายลูกค้าเพื่อต้อนรับให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่ยังโพสต์ถ้าแบบเดิม โดยปรับเปลี่ยนจากเวอร์ชั่นแรกที่เห็นหน้าอกมาเป็นผมล่อนบังหน้าอกและตรงเกล็ดปลาที่หางก็กลายเป็นล่อนให้เข้ากับทรงผมนั้นเอง และเพราะเหตุนี้เองไซเรนในฉบับของสตารืบัคส์ เลยเป็นเงือกน้อยสีเขียวที่ดูสง่าและสวยงามแต่เป็นมิตรนั้นเอง และนี่เองอาจจะเป็นเคล็ดลับที่ทำให้สตารบัคส์กลายเป็นกาแฟแก้วโปรดของใครหลายๆคนนั้นเอง  ซึ่งนอกจากกาแฟของสตาร์บัคส์ที่รสชาติกลมกล่อมและดีแล้ว นั้นอาจจะเป็นเพราะสัญลักษณ์ของสตาร์บัคส์ที่ใช้ ไซเรน ก็เป็นได้

เพราะมีหลายๆคนคิดว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ ก็เพราะว่าไซเรนนั้นเปรียบเสมือนปีศาจเงือกที่ใครได้พบเจอแล้วก็จะหลงใหลในรูปลักษณ์และเสียงของเธอ ซึ่งนั้นก็เหมือนกับสตาร์บัคส์ที่มีกลิ่นหอม เย้ายวน ชวนให้หลงรักเช่นกัน เพื่อนๆคงได้รู้ความจริงแล้วใช่ไหมละว่านางเงือกสีเขียวที่เราเห็นกันอยู่บนแก้วสตาร์บัคส์กันเป็นประจำ ตำนารของเธอนั้นไม่ธรรมดาจริงๆ

และหากใครรู้เรื่องราวของเธอแล้วอาจจะยิ่งอินกับสตาร์บัคส์ก็เป็นได้ ไปซื้อกาแฟรอบนี้รับรองต้องมองสัญลักษณ์ไซเรนเปลี่ยนไปแน่นอน เพราะจะรู้สึกถึงความน่าหลงใหลของเธอแน่นอน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ufabet auto

การสร้างเสาหลักเมืองของญี่ปุ่น ฮิโตบาชิระ

สำหรับเรื่องเล่าตำนานเกี่ยวกับเรื่องของการสร้างเสาหลักเมืองนั้นของประเทศญี่ปุ่นเองก็มีลักษณะคล้ายคลึงกับประเทศไทยนั้นก็คือในสมัยโบราณหากมีการสร้าง เสาหลักเมืองก็จะมีการนำชีวิตของผู้คนมาสังเวยไว้ที่ใต้เสาหลักเมืองด้วยหากไม่ทำเช่นนั้นแล้วการก่อสร้างก็จะไม่เสร็จสมบูรณ์สักทีซึ่งตำนานความเชื่อนี้ในประเทศไทยก็มีและในประเทศญี่ปุ่นเองก็มีด้วยตำนานการสร้างเสาหลักเมืองแบบนี้มีการเรียกชื่อในภาษาญี่ปุ่นว่า ฮิโตบาชิระ

สำหรับวิธีการสร้างนั่นก็คือการนำมนุษย์ที่ยังไม่เสียชีวิตไปถูกฝังไว้ใต้เสาหลักเมืองหรือแม้แต่ใต้เสาของปราสาทโดยหวังว่าหากมีการสังเวยชีวิตของมนุษย์เป็นเป็นแล้วก็จะทำให้การก่อสร้างสถานที่แห่งนั้นสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีอย่างไรก็ตามการสร้างเสาหลักเมืองของประเทศญี่ปุ่นได้มีการเล่าขานถึงตำนานกันว่าก่อนหน้านี้เคยมีการสร้างปราสาทมารุโอกะ

ซึ่งประสาทแห่งนี้อยู่ในพื้นที่จังหวัดฟุคุอิ ด้วยการปราสาทแห่งนี้ถูกก่อสร้างจากไม้เป็นจำนวนมากเป็นประสาทเก่าแก่ที่มีความสวยงามและใช้ไม้อย่างมากซึ่งคนในสมัยโบราณนั้นสร้างปราสาทแห่งนี้ด้วยความยากลำบากโดยมีการเล่าขานกันว่าก่อนที่จะสร้างปราสาทแห่งนี้ได้นั้นได้มีการใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างเป็นระยะเวลานานเพราะเมื่อก่อสร้างเมื่อไหร่เสาที่มีการตั้งเอาไว้ก็จะหักโค่นลงมาทุกครั้งจนในที่สุดก็ได้มีหญิงหม้ายคนหนึ่งเธอรับอาสาที่จะฝังตนเอง

ทั้งเป็นภายใต้เสาของปราสาทแห่งนี้โดยเธอมีข้อแม้ว่าเธอมีลูกชาย 1 คนเธอต้องการให้ลูกชายของเธอนั้นได้รับราชการเป็นซามูไรคอยรักษาความปลอดภัยให้กับปราสาทแห่งนี้ซึ่งเมื่อผู้ที่ก่อสร้างปราสาทแห่งนี้ตอบรับเงื่อนไขของเธอเธอจึงได้ฝังตนเองไว้ใต้เสาของประสาทและนับตั้งแต่นั้นเสาก็ไม่เคยลบอีกเลยและสามารถก่อสร้างจนแล้วเสร็จมาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับการก่อสร้างปราสาทแต่ละที่นั้นจะต้องใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างเป็นเวลานานอีกทั้งยังต้องใช้คนจำนวนมหาศาลเลยทีเดียวเพราะประสาทในประเทศญี่ปุ่นมักจะมีการก่อสร้างทั้งการนำไม้มาก่อสร้างเป็นประสาทขนาดใหญ่และยังมีการนำเสาหินต่างๆมาก่อสร้างให้เป็นฐานให้มีความสูงและมีความสวยงามอย่างไรก็ตามตำนานความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของการสร้างปราสาท

โดยใช้ร่างของมนุษย์ฝังตนเองไว้ใต้เสาหลักของปราสาทนั้นมีมาตั้งแต่ในสมัยโบราณแล้วซึ่งประเทศไทยเองก็มีเรื่องเล่าเช่นเดียวกันนี้เหมือนกันแต่ในปัจจุบันนี้การสร้างเสาหลักเมืองไม่ว่าจะเป็นของที่ประเทศไทยหรือของที่ญี่ปุ่นก็ตามไม่ได้มีการใช้ชีวิตของมนุษย์มาสังเวยในการสร้างเสาแล้ว

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เซ็กซี่ บาคาร่า ทดลอง

ผีเด็กในห้องน้ำ ฮานาโกะซัง 

       แน่นอนว่าตำนานผีเด็กฮานาโกะซังที่เสียชีวิตในห้องน้ำภายในโรงเรียนนั้นเป็นเรื่องเล่าขานมาอย่างยาวนานและเป็นเรื่องเล่าที่น่ากลัวมากเรื่องหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียวซึ่งหลายคนมีความเชื่อกันว่าเรื่องราวของผีเด็กฮานาโกะนั้นคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสมัยช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยวิญญาณของเธอนั้นอาฆาตแค้นเพื่อนนักเรียนด้วยกันที่ทำร้ายเธอทำให้เธอนั้นต้องถึงแก่ความตายทั้งที่เธอนั้นยังอายุเพียงน้อยนิดเพียงเท่านั้นเอง

โดยเรื่องเล่าของเธอมีการเล่าถึงผีสาวฮานาโกะซังเด็กหญิงตัวน้อยที่ตัวเล็กน่ารักใครๆหลายๆคนที่เห็นเธอนั้นก็ต่างพากันหลงรักในความน่ารักของเธอเธอเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กผิวขาวผมสั้นตัดหน้าม้าและด้วยความน่ารักของเธอนี้ก็มีคนที่ไม่ชอบที่เห็นเธอนั้นโดดเด่นทำให้เธอนั้นถูกเพื่อนผู้หญิงด้วยกันรังแกเป็นประจำอยู่บ่อยครั้งซึ่งส่วนใหญ่แล้วเพื่อนๆของเธอนั้น

มักจะรังแกเธอด้วยกันกับเธอไปขังในห้องน้ำอยู่เป็นประจำทำให้หลายๆครั้งนั้นเธอต้องอยู่ในห้องน้ำถึงแม้จะเรียกร้องให้ใครมาช่วยปลดล็อกให้แต่ก็ไม่มีใครซึ่งอยู่มาวันหนึ่งในขณะที่เธอนั้นถูกรังแกอีกครั้งหนึ่งจากการที่เพื่อนๆนั้นพากันนำเธอมาขังไว้ในห้องน้ำซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวนั้นเป็นช่วงของสงครามโลกครั้งที่ 2 พอดีในจังหวะนั้นเองเกิดเสียงระเบิดดังขึ้นใกล้กับโรงเรียนทำให้เพื่อนๆที่ขังเธอนั้น

พากันหลบหนีและไม่มีใครที่จะมาเปิดประตูปล่อยให้เธอออกจากห้องน้ำและเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้เธอนั้นเสียชีวิตจากการที่ถูกระเบิดร่วงลงมาใส่ตรงบริเวณห้องน้ำที่ถูกขังอยู่พอดีและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเรื่องราวของผีเด็กน้อยในห้องน้ําฮานาโกะก็เริ่มต้นขึ้นซึ่ง หลังจากที่โรงเรียนถูกระเบิดพังเสียหายเจ้าของที่ดินก็ได้มีการสร้างโรงเรียนใหม่ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

และตรงบริเวณห้องน้ำที่เด็กน้อยฮานาโกะเสียชีวิตก็ถูกสร้างเป็นห้องน้ำใหม่อีกครั้งหนึ่งและหลังจากนั้นเป็นต้นมาความเฮี้ยนของเด็กน้อยฮานาโกะก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อเริ่มมีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นเด็กนักเรียนหญิงหลายคนได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือในห้องน้ำห้องริมสุด รวมถึงบางคนก็จะได้ยินเสียงทุบประตูร้องขอความช่วยเหลือและบางครั้งก็มักจะเห็นมือยื่นออกมาจากใต้ประตูห้องน้ำเพื่อให้ใครก็ตามที่ผ่านมาเห็นได้ช่วยเหลือเธอและถ้าหากใครหลงไปจับมือของเธอหรือเปิดประตูเข้าไปในห้องน้ำนั้นก็ไม่มีใครที่จะสามารถรอดชีวิตออกมาได้อีกเลย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  sa gaming ขั้นต่ำ 5 บาท

ศิลปะและการระบายอารมณ์

อย่างที่รู้กันว่าศิลปะมีมาอย่างช้านานตั้งแต่สมัยในยุคหินก่อน ซึ่งมนุษย์ยุคถ้ำมีการอาศัยอยู่ในถ้ำต่างๆอย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงและการดำรงชีวิตของมนุษย์ทำให้มีการสร้างสรรค์ผลงานมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการวาดภาพใส่ฝากำแพง การผลิตสิ่งของมากมายทางด้านประติมากรรมไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม หรือรูปปั้นต่างๆ นี่เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่มนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการใช้ชีวิตอยู่ตลอดเวลาศิลปะเป็นหนึ่งในนั้นที่ซึ่ง

เป็นการจดบันทึกโดยถ่ายทอดความคิดต่างๆของมนุษย์ในช่วงเวลานั้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงว่ามนุษย์มีการดำรงอยู่หรือดำรงชีวิตในสถานที่ เป็นการผลิตข้าวของเครื่องใช้และสร้างสิ่งต่างๆขึ้น อย่างไรก็ตามศิลปะเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตของผู้คนต่างๆเพราะแต่ละยุคแต่ละสมัยในการเริ่มต้นการจดบันทึกเรื่องราวต่างๆในชีวิตประจำวันหรือเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่จะถูกถ่ายทอดผ่านงานศิลปะซึ่งเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยบ่งบอกว่าแต่ละยุคแต่ละสมัย มีการใช้ชีวิตอย่างไรอย่างไรก็ตามนี้จึงเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่มนุษย์ต่างๆมีการพัฒนาสุนทรียภาพ ทางการเรียนรู้ทางภาพวาดภาพเขียนต่างๆ และไปสู่ในยุคต่างๆที่เพิ่มมากขึ้นอย่างไรก็ตามนี้จะเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่การระบายอารมณ์ต่างๆ

ศิลปินต่างๆหรือกิจกรรมต่างๆได้มีการเรียนรู้ในการวาดภาพเขียนหรือแม้แต่เป็นการฝึกในการใช้สีจากธรรมชาติต่างๆที่ซึ่ง เป็นการระบายอารมณ์ ในยุคปัจจุบันศิลปะก็หนึ่งในนั้นที่ซึ่งเป็นกิจกรรมหรือเป็นงานอดิเรกและบางคนก็ทำเป็นอาชีพ เป็นการระบายอารมณ์ การวาดภาพเขียนภาพและในยุคปัจจุบันก็มีอุปกรณ์มากมายเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ

หรือแม้แต่จะเป็นอุปกรณ์ในการวาดภาพระบายสีต่างๆก็มีมามากมาย ในยุคปัจจุบันต้องยอมรับว่าการเรียนศิลปะเริ่มต้นตั้งแต่ในวัยเด็กหรือวัยประถม ที่ซึ่งส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีอยู่ตลอดเวลาอย่างไรก็ตามที่จุดประสงค์สำคัญอย่างยิ่งที่ศิลปะต่างๆได้เข้ามามีบทบาทการใช้ชีวิตของผู้คน นึกว่าจะเป็นการระบายอารมณ์หรือการเสพงานต่างๆที่ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงลักษณะในการติดต่อสื่อสารกัน

อย่างไรก็ตามนี้จะเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ในยุคต่างๆมีการพัฒนาศิลปะและมีการเรียนรู้งานศิลปะต่างๆที่ดีมากยิ่งขึ้น เพราะผู้คนมีความจำเป็นจะต้องมีการเรียนรู้และพัฒนางานศิลปะต่างๆที่มีประสิทธิภาพอยู่เสมอ

งานศิลปะเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่เข้าถึงผู้คนจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นลายลักษณ์อักษร การพิมพ์ภาพใส่ฝาผนัง การสร้างปฏิมากรรม รวมถึงยังมีในส่วนของสถาปัตยกรรมที่ซึ่งผลิตในส่วนของงานศิลปะมากมายที่ซึ่งขึ้นชื่อ การเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยต่างๆและการใช้งานศิลปะในการระบายอารมณ์ต่างๆ

มีการพัฒนาและการปรับเปลี่ยนตลอดเวลาที่ซึ่งผู้คนมีการเสพงานศิลปะเป็นจำนวนมากเพื่อให้มีความผ่อนคลายหรือว่ามีการเรียนรู้เรื่องราวในยุคนั้นๆ อย่างไรก็ตามนี้จะเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะอยู่แต่สมัยมีการพัฒนางานศิลปะอยู่ตลอดเวลา ที่ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนารูปแบบในการใช้ชีวิตของผู้คนทางด้านต่างๆที่มีรูปแบบหรือประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นในการใช้ชีวิต 

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  www.ufabet.com เริ่มเดิมพัน

ยุคสมัยของงานศิลปะและประติมากรรมตอนกลาง 

ปฏิมากรรมศิลปะต่างๆมีมากมายหลายแขนงผู้คนต่างๆให้ความสนใจในการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนารูปแบบในการทำงานการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในการทํางาน ผู้คนมีการเรียนรู้การสร้างรูปแบบงานต่างๆหรือแม้แต่จะเป็นการใช้ทัศนคติต่างๆการเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม การแสดงออกแสดงถึงความคิดเห็น อย่างไรก็ตามจนมาถึงยุคปัจจุบันที่ผู้คนมีความง่ายมากยิ่งขึ้นในการแสดงออกรูปแบบต่างๆศิลปะก็เป็นหนึ่งในนั้นที่มีทัศนคติหรือว่าการมองโลกของศิลปิน

การเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการทำงานต่างๆเหล่านี้ในยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงด้านข้างเยอะ ในยุคนี้เป็นยุคที่มีความง่ายมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะระบบเทคโนโลยีต่างๆที่มีการพัฒนา เชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน รวมถึงยังมี Social Media ที่ซึ่งมีการพัฒนางานต่างๆหรือความเข้าใจต่างๆที่จะไปสำคัญที่ในยุคปัจจุบันการศึกษาเกี่ยวกับงานศิลปะหรือว่าประวัติศาสตร์มีความง่ายมากยิ่งขึ้น

เฉพาะยุคกลางของยุคศิลปะที่ผู้คนส่วนใหญ่มีการทำงานปฏิมากรรมหรืองานศิลปะแขนงอื่นมากมาย เนื่องด้วยความต้องการในการแสดงออกถึงเรื่องราวต่างๆหรือแม้แต่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงสังคม การพัฒนาการทำงาน นี่จะไปสำคัญอย่างยิ่งที่ในยุคปัจจุบันการเรียนรู้รูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนต่างด้าวสามารถเรียนรู้ได้ผ่านงานศิลปะทั้งสิ้น

สร้างงานศิลปะหรือการเรียนรู้ในงานศิลปะในยุคสมัยต่างๆเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งเพราะยุคสมัยแต่ยุคก็มีศิลปินที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป รวมถึงทัศนคติต่างๆที่เราสามารถเข้าใจได้ผ่านการดวงงานศิลปะการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยต่างๆเหล่านี้ในยุคปัจจุบันผู้คนจึงมีความรู้ในการเข้าถึงรูปแบบในการเรียนรู้หรือแม้แต่จะเป็นการศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ การที่เราต้องการจะหารูปภาพหรือแม้แต่จะเป็นงานเขียนในยุคปัจจุบันก็มีความง่ายขึ้น

โดยเฉพาะระบบอินเทอร์เน็ตที่มีการพัฒนา ประติมากรรมตอนกลางของยุคสมัยต่างๆของงานศิลปะ นั่นก็คือการที่มีการพัฒนาทางด้านรูปแบบงานปั้นให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นสัญลักษณ์ของผู้คน หรือแม้แต่จะเป็นในส่วนประกอบต่างๆ หนวด เส้นผม หรืองานต่างๆก็มีความปราณีที่เพิ่มมากขึ้นผู้คนต่างๆ

เริ่มมีการเสพเกี่ยวกับงานศิลปะต่างๆเหล่านี้จึงทำให้มีการพัฒนางานตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนางานจากศิลปินเองหรือแม้แต่จะเป็นในส่วนของการเจริญรุ่งเรืองของเมืองต่างๆที่จำเป็นจะต้องมีการแผ่ขยายอํานาจ

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่งานศิลปะมีหน้าที่แตกต่างไปไม่ว่าจะเป็นการเผยแพร่อำนาจต่างๆ วัฒนธรรมในการใช้ชีวิต นี่จึงเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ผู้คนอาจมีการศึกษาเรื่องราวในประวัติศาสตร์ผ่านงานศิลปะไม่ว่าจะเป็นประติมากรรมหรืองานภาพพิมพ์ต่างๆ การเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยทำให้ผู้คนมีทัศนคติหรือว่าการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป แต่นี้ก็เป็นส่วนสำคัญที่การศึกษาเรื่องราวในประวัติศาสตร์จะช่วยผู้คนมีความเข้าใจมากยิ่งขึ้นในเรื่องต่างๆ 

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  แทงไก่ชนไทย